thansettakij
thansettakij
Noel Clehane ตัวแทน EU-ABC ชี้ไทยยังเป็นฐานลงทุนสำคัญ แนะเร่งแก้โจทย์ใหญ่แข่งขัน

EU-ABC ชี้ไทยยังเป็นฐานลงทุนสำคัญ แนะเร่งแก้โจทย์ใหญ่แข่งขัน

31 ก.ค. 69 | 10:04 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ก.ค. 69 | 10:04 น.

Noel Clehane รองประธาน EU-ASEAN Business Council มองไทยยังเป็นจุดหมายลงทุนสำคัญของยุโรป แนะให้เร่งปฏิรูปกฎระเบียบ เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน

KEY

POINTS

  • สภาธุรกิจ EU-ASEAN (EU-ABC) ยังคงมองว่าไทยเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญในอาเซียน ด้วยจุดแข็งด้านขนาดเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดในประเทศ
  • ความสามารถในการแข่งขันของไทยถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยมีอุปสรรคสำคัญจากกฎระเบียบที่ซับซ้อน การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอ และข้อจำกัดด้านการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ
  • EU-ABC แนะให้ไทยใช้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป และการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นกลไกในการปฏิรูปกฎหมายและยกระดับมาตรฐานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน

ภาคธุรกิจยุโรปยังเชื่อมั่นไทย แต่กฎระเบียบอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการลงทุนในอนาคต นี่คือมุมมองของนายโนเอล เคลเฮน ผู้ดำรงตำแหน่ง Global Head of Public Policy at BDO และ Vice Chairman of the EU-ASEAN Business Council (EU-ABC) โดยสะท้อนว่า แม้นักลงทุนยุโรปยังมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจหลักของอาเซียน แต่ความสามารถในการแข่งขันและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังเป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข

ยุโรปยังมองไทยเป็นฐานลงทุนสำคัญของอาเซียน

นายเคลเฮน เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปจำนวนกว่า 80 คน จาก 35 บริษัท ได้เดินทางเข้าพบรัฐบาลไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยภาพรวมของนักลงทุนยุโรปยังคงเป็นไปในเชิงบวก และประเทศไทยยังถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของเงินลงทุนจากยุโรป

โดยไทยเป็นประเทศที่มีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน ฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และกรุงเทพมหานคร ซึ่งทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีประชากรกว่า 70 ล้านคน และรายได้ต่อหัวสูงกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม นายเคลเฮนยังมองว่า ความท้าทายสำคัญของไทยในเวลานี้คือ "ความสามารถในการแข่งขัน" โดยเฉพาะความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งยังเผชิญปัญหาจากกฎระเบียบที่ซับซ้อน การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงการขาดความชัดเจนในการออกกฎใหม่และการรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างชาติ 

อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่า องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เคยประเมินว่าประเทศไทยมีกฎกระทรวงและข้อบังคับมากกว่า 7,600 ฉบับ ซึ่งบางส่วนอาจล้าสมัยและกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนจากต่างประเทศ

กฎหมายต่างด้าว–ทรัพย์สินทางปัญญา โจทย์ใหญ่ที่นักลงทุนกังวล

หนึ่งในกฎหมายที่นักลงทุนยุโรปกล่าวถึงบ่อยครั้งคือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นและการเข้าถึงบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคบริการที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการถือครองธุรกิจ

นายเคลเฮนอธิบายว่า นักลงทุนยุโรปจำนวนไม่น้อยกังวลเรื่องการถือครองทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากบางธุรกิจสามารถถือหุ้นได้เพียง 49% ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย 

นอกจากประเด็นด้านกฎหมายแล้ว ภาคธุรกิจยุโรปยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของระบบราชการ ความเป็นธรรมในการแข่งขัน การอำนวยความสะดวกทางศุลกากร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การค้าดิจิทัล ตลอดจนมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและยุโรป 

OECD-FTA เดิมพันใหม่ ยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทย

นายเคลเฮนยังมองว่า การผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA) ควบคู่ไปกับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ไม่เพียงในมิติของการค้าและการลงทุน แต่ยังรวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และความโปร่งใสของประเทศ

FTA ไทย-อียูไม่ใช่เพียงการลดอัตราภาษีระหว่างกัน แต่ยังครอบคลุมประเด็นด้านการค้าดิจิทัล การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

ขณะเดียวกัน กระบวนการเข้าสู่ OECD จะช่วยผลักดันให้ไทยเร่งปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แม้รัฐบาลไทยจะตั้งเป้าหมายสรุปการเจรจา FTA ภายในปี 2569 และผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 แต่นายเคลเฮนมองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่ความรวดเร็วในการบรรลุเป้าหมาย หากแต่เป็นคุณภาพของการปฏิรูปและการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความโปร่งใสและเอื้อต่อการลงทุนอย่างยั่งยืน

"หากไทยสามารถใช้ทั้ง FTA และ OECD เป็นแรงขับเคลื่อนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้สำเร็จ ประเทศจะมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น และรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค" นายเคลเฮน กล่าว

ทั้งนี้ ในด้านข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA) นายเคลเฮนเปิดเผยว่า การเจรจามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีการเจรจาไปแล้ว 9 รอบ นับตั้งแต่กลับมาเปิดโต๊ะหารืออีกครั้งในปี 2566 โดยการเจรจารอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตในเดือนกันยายนนี้ 

แม้ว่ารัฐบาลไทยจะตั้งเป้าปิดการเจรจาภายในปี 2569 แต่ EU-ABC มองว่าการเร่งรัดอาจไม่ใช่คำตอบ หากต้องแลกกับคุณภาพของข้อตกลง โดยเห็นว่าควรให้ความสำคัญกับการจัดทำ FTA ที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานสูง แม้จะต้องใช้เวลาเพิ่มเติมอีกหลายเดือนก็ตาม 

นายเคลเฮน ยังกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนของบริษัทข้ามชาติภายใต้ยุทธศาสตร์ "China Plus One" ซึ่งบริษัทจำนวนมากยังคงลงทุนในจีน แต่เริ่มกระจายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่สี่ และยังมีศักยภาพที่จะดึงดูดการลงทุนได้มากกว่านี้ หากสามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

เทคโนโลยีสีเขียว-AI อุตสาหกรรมดาวรุ่งในสายตายุโร

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในสายตานักลงทุนยุโรป ได้แก่ กลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว 

ทั้งนี้ นายเคลเฮนจึงมองว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อผลิตแรงงานทักษะสูง ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันระดับโลก 

แม้จะมีความท้าทายที่ต้องเร่งปฏิรูปหลายด้าน แต่เขายืนยันว่า นักลงทุนยุโรปยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย โดยผลสำรวจความเชื่อมั่นของ EU-ASEAN Business Council ล่าสุดพบว่า 57% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามมีแผนเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 

"ประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และนักลงทุนยุโรปยังต้องการลงทุนที่นี่ แต่สิ่งสำคัญคือการปฏิรูปกฎระเบียบ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน เพื่อให้ไทยสามารถรักษาความได้เปรียบในภูมิภาคต่อไปได้" Clehane กล่าวทิ้งท้าย