KEY
POINTS
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ประจำเดือน ธันวาคม 2568 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากการยุบสภาและปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้า
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 เป็น 51.9 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้าและค่าครองชีพสูง
รวมถึงปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวโดดเด่น โดยประเมินว่าจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ระหว่างรอรัฐบาลชุดใหม่ โดยดัชนีท่องเที่ยวสวนทางความเชื่อมั่นรวมท่ามกลางดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจรวมที่ยังต่ำกว่าระดับ 50 (ค่ากลาง) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 แต่ดัชนีความเชื่อมั่นในหมวดท่องเที่ยวกลับปรับตัวดีขึ้นเกินระดับ 50 ในหลายภูมิภาค
โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคเหนือ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวเอเชีย โดยเฉพาะตลาดจีนที่เข้าสู่เชียงใหม่และเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ และข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วง High Season จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 3 ล้านคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนที่ค่าเฉลี่ยยังไม่ถึง 3 ล้านคน
ขณะที่ภาคใต้เริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนในพื้นที่หาดใหญ่ และสุไหงโก-ลก หลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย โดยผลสำรวจชี้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวในระยะยาว
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐจะไม่ใช่กลไกหลัก เนื่องจากข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการที่ไม่สามารถอนุมัติงบลงทุนใหม่ได้ ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภา ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
นอกจากนี้ จากกรณีที่ กกร. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโตราว 1.6% โดยในไตรมาสที่หนึ่งเพราะผู้ประกอบการชะลอการลงทุน เพราะรอนโยบายที่ชัดเจนจากขั้วรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง สอดคล้องกับข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจของ ธปท. ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.5% และขยับขึ้น 2-3% ภายในระยะเวลา 3 ปี
นายธนวรรรน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทในปัจจุบัน ธปท. ควรรักษาเสถียรภาพเงินบาทไม่เกิน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาสภาพการแข่งขันและการส่งออกของภาคเอกชน ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่า ปี 2569 กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
ส่วนกรณีเงินสะพัดเลือกตั้งปี 2569 หอการค้าไทยมองว่าจะมีเงินสะพัดราว 40,000 ถึง 60,000 ล้านบาท โดยสมการดังกล่าว คำนวณมาจากการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครแต่ละคน แต่ละพรรคจะใช้เม็ดเงินดำเนินการหาเสียงเลือกตั้งประมาณ 7 ล้านบาทต่อคน