'ทรัมป์' เลื่อนขึ้นภาษีเฟอร์นิเจอร์ 1 ปี จับตาศาลสูง เขย่าทิศทางการค้าโลก

04 ม.ค. 2569 | 01:50 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ม.ค. 2569 | 01:59 น.

สนง. สคต. ไมอามี รายงาน สหรัฐฯ ชะลอเก็บภาษีเฟอร์นิเจอร์ไม้ถึงปี 2570 ลดแรงกดดันต้นทุนชั่วคราว แต่ผู้ส่งออกยังต้องจับตาศาลสูงสหรัฐฯ และนโยบายภาษีตอบโต้ยุคทรัมป์

KEY

POINTS

  • ทรัมป์ลงนามเลื่อนการขึ้นภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ 3 กลุ่ม ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ ตู้ครัว และโต๊ะเครื่องแป้ง ออกไปอีก 1 ปี โดยจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2570
  • การเลื่อนขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าทั้ง 3 กลุ่มยังคงอยู่ที่ 25% เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้าต่อไป
  • ทิศทางการค้าโลกยังคงต้องจับตาคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับอำนาจของประธานาธิบดีในการบังคับใช้กำแพงภาษี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ลงนามในประกาศแก้ไขการปรับเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าไม้ ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้มายังสหรัฐฯ 

โดยมีสาระสำคัญในการเลื่อนกำหนดการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มสำหรับกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ สินค้าเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ (Upholstered Furniture) สินค้าตู้ครัว (Kitchen Cabinets) และสินค้าโต๊ะเครื่องแป้ง (Vanities)

โดยจากเดิมที่กลุ่มสินค้าเหล่านั้นมีกำหนดบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มในวันที่ 1 มกราคม 2569 เพิ่มขึ้นจาก 25% สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะเป็น 30% และจะเพิ่มเป็น 50% สำหรับสินค้าตู้ครัว และสินค้าโต๊ะเครื่องแป้ง โดยประกาศดังกล่าวได้เลื่อนกำหนดบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เลื่อนออกไป 1 ปีเต็ม ทำให้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าทั้ง 3 กลุ่มนั้นจะยังคงที่ 25% (หรืออัตราอื่นเป็นไปตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศคู่ค้า)

ทั้งนี้จากประกาศได้ให้เหตุผลในการประกาศเลื่อนกำหนดฯ เพื่อเป็นการเอื้ออำนวยและให้ยืดระยะเวลาการดำเนินการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ว่าด้วยผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากการนำเข้ากลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้

ขณะที่นักวิเคราะห์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลสำคัญของการประกาศเลื่อนกำหนดฯ อาจเป็นเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วนถึงต้นทุนสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนการประกาศขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ทั้งนี้ เป็นเพราะแหล่งนำเข้าสินค้าเฟอร์นิเจอร์หลักของสหรัฐฯ ได้แก่ ประเทศจีน และเวียดนาม  

จับตาคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ 

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) ว่าด้วยขอบเขตอำนาจและความชอบธรรมของปธน.ทรัมป์ ในการบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) โดยอ้างถึงเหตุผลความจำเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจภายใต้พรบ. International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเป็นการใช้อำนาจจากฝ่ายบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจถือได้ว่าเป็นประเด็นทางการค้าที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรก็อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ ตลอดจนผลกระทบต่ออัตราภาษีนำเข้าที่จัดเก็บไปแล้วในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามแม้ยังไม่มีการประกาศวันพิพากษาตัดสินออกมา แต่มีรายงานความเคลื่อนไหวของรัฐบาลปธน.ทรัมป์ในการเตรียมการรับมือกับคำพิพากษาไว้แล้ว ในลักษณะของแผนสำรองในกรณีที่การบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนโดยอาศัยอำนาจตามพรบ. IEEPA ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ยังสามารถใช้มาตรา 232 ได้ซึ่งอาจเป็นแผนสำรองหลักของรัฐบาลปธน.ทรัมป์

แนวโน้มของอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าข้าว 

เมื่อช่วงต้นเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีรายงานที่ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าข้าวไทยจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในปีนี้ สืบเนื่องจากการเข้าพบเพื่อหารือระหว่างปธน.ทรัมป์ และผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ ซึ่งได้มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงความเสียเปรียบของอุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐฯ จากการทุ่มตลาดข้าวสหรัฐฯของบรรดาผู้ส่งออกสินค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งมีการกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวมายังสหรัฐฯ รายสำคัญ รวมถึงประเทศอินเดีย และประเทศจีน 

โดยปธน.ทรัมป์ได้รับปากกับผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ ที่จะจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทั้งยังได้กล่าวว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยอัตรากำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการกำหนดอัตรากำแพงภาษีสินค้าข้าว แต่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกเช่นกัน

ทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐฯในปี 2026 

สำนักวิเคราะห์ด้านธุรกิจและการลงทุน Yardeni Research โดย Dr. Edward Yardeni ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “2026 – Another Year of Living Audaciously” ซึ่งมีสาระสำคัญกล่าวถึงแนวโน้มและทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐฯในปี 2026 ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ ดังนี้

1. นโยบายทางการค้าที่แข็งกร้าว (Aggressive Trade Policy) ในปีที่ผ่านมา ทำให้เกิด ปรากฎการณ์วิกฤติของศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอย (Affordability Crisis) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น สินค้ารถยนต์ สินค้าเฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากกำแพงภาษีนำเข้า ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าจะเป็นแรงกดดันที่ทำให้สุดท้ายรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยอมลดกำแพงทางการค้าที่มีอยู่ลงมา จนทำให้มาตรการกำแพงภาษีนำเข้าเป็นเพียงเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจชั่วระยะเวลาหนึ่ง มากกว่าที่จะเป็นกำแพงที่จะคงอยู่ถาวร

2. การลดระดับความแข็งกร้าวอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic De-Escalation) ภายหลังจากที่รัฐบาลปธน.ทรัมป์สามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้า และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพื่อแลกกับการลดอัตรากำแพงภาษีนำเข้าของประเทศคู่ค้าในระดับที่สูงพอระดับหนึ่ง  ก็อาจนำไปสู่การพิจารณาตัดลดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าบางตัว เพื่อประนีประนอมกับอัตราราคาสินค้าของผู้บริโภคชาวอเมริกันด้วยในอีกทางหนึ่ง 

3. มาตรการกระตุ้นทางการคลัง (Fiscal stimulus) ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการแจก “เงินปันผลจากการจัดเก็บภาษีนำเข้า” มูลค่า 2,000 ดอลลาร์ให้กับชาวอเมริกัน และมาตรการในการตัดลดอัตราภาษีในประเทศ และการคืนภาษีให้กับประชาชนอันเป็นผลจากพรบ. One Big Beautiful Bill Act ซึ่งผ่านสภา คองเกรสไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น ประกอบกับความเป็นไปได้ในการพิจารณาปรับลดกำแพงทางการค้าตามเหตุผลและปัจจัยที่ได้อธิบายไปข้างต้น ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (Real GDP) ของสหรัฐฯ ในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 3 – 3.5%  

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเหมือนว่าการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีนำเข้า ตลอดจนข้อจำกัดและเงื่อนไขทางการค้าทั้งหลายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็น “หนังตัวอย่าง” ของผลกระทบและความผันผวนที่จะมีต่อการค้าระหว่างประเทศในปีนี้ นับตั้งแต่วันแรกของการกลับมาดำรงของปธน.ทรัมป์ มีการประกาศใช้มาตรการทางการค้ามากมายที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในบรรดาแวดวงธุรกิจ ทั้งผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกทั่วโลก เกิดการขยับตัวและความพยายามที่จะปรับตัวอย่างถึงที่สุดที่จะประคับประคองความเปลี่ยนแปลงในระบบห่วงโซ่อุปทานโลก 

สิ่งที่น่ากังวลใจที่สุดคือการที่ในปีที่แล้วเป็นเพียง “โครงการนำร่อง” ระยะทดลอง กล่าวคือ แม้มาตรการทางการค้าหลายตัวจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนในตัวมาตรการเอง ยังคงมีการปรับแก้ในรายละเอียดให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากการประกาศปรับลดรายการสินค้าเกษตรที่อยู่ในขอบข่ายอัตรากำแพงภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทน