สื่อนอกจับตา 'ทรัมป์' ฮุบ 'น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก' ที่เวเนซุเอลา

03 ม.ค. 2569 | 13:14 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ม.ค. 2569 | 13:34 น.

เดอะการ์เดียน วิเคราะห์ สหรัฐฯ บุกจับ 'มาดูโร' เปิดฉากยุทธการชิงทรัพยากรพลังงาน หลังประกาศใช้ 'Trump Corollary' คุมเบ็ดเสร็จน้ำมันสำรองอันดับ 1 ของโลก จับตาอนาคตเวเนซุเอลาและทิศทางราคาน้ำมันโลกดิ่งเหว

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตีกรุงคารากัส และจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา
  • สื่อต่างชาติวิเคราะห์ว่าแรงจูงใจสำคัญเบื้องหลังปฏิบัติการนี้ คือความต้องการเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเวเนซุเอลา
  • การกระทำดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการ "Trump Corollary" ที่สหรัฐฯ ประกาศจะเข้าควบคุมแหล่งพลังงานและแร่ธาตุสำคัญในซีกโลกตะวันตก
  • สหรัฐฯ อ้างเหตุผลอย่างเป็นทางการว่าเพื่อปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดและแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย

Tim Dowling คอลัมนิสต์ของ The Guardian (สำนักข่าวเดอะการ์เดียน) รายงานและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวสั่นสะเทือนภูมิศาสตร์การเมืองโลก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีรุงแรงทั่วกรุงคารากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เมื่อช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น)

ก่อนจะบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยา พร้อมนำตัวขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศทันที

นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยา (ภาพลิขสิทธิ์รอยเตอร์ส)

เบื้องหลังปฏิบัติการ "Maximum Pressure"

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของแผนยุทธศาสตร์กดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ที่ทรัมป์นำมาใช้ในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่ง

โดยสหรัฐฯ อ้างเหตุผลเรื่องการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติและการแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งทรัมป์ระบุว่ามาดูโรอยู่เบื้องหลังความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคอเมริกา

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ ได้ประกาศตั้งค่าหัวนายมาดูโรสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,700 ล้านบาท) ในฐานะอาชญากรยาเสพติดรายใหญ่ และได้มีการเสริมกำลังทางเรือปิดล้อมชายฝั่งเวเนซุเอลามาตั้งแต่เดือนกันยายน

สื่อนอกจับตา 'ทรัมป์' ฮุบ 'น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก' ที่เวเนซุเอลา

น้ำมันและ "Trump Corollary"

ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ แรงจูงใจด้านพลังงาน เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก  

ซึ่งสอดคล้องกับ หลักการ "Trump Corollary" ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งประกาศเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมซีกโลกตะวันตกทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร เพื่อเข้าถึงแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่สำคัญ

สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตที่ขุ่นมัว

หลังการจับกุม รัฐมนตรีกลาโหมของเวเนซุเอลาได้ประกาศกร้าวว่าจะสู้ตายเพื่ออิสรภาพและต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติ

สื่อนอกจับตา 'ทรัมป์' ฮุบ 'น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก' ที่เวเนซุเอลา

ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านซึ่งนำโดย มาเรีย คอรินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เรียกร้องให้ทรัมป์สนับสนุนการลุกฮือของประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านละตินอเมริกาเตือนว่า ปฏิบัติการ "เด็ดหัว" ผู้นำในลักษณะนี้อาจนำไปสู่ความโกลาหลที่ยืดเยื้อ การสู้รบระหว่างกลุ่มอิทธิพลภายใน และวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ที่ยากจะควบคุม

ที่มา: คอลัมน์ของ Tim Dowling, The Guardian (3 มกราคม 2026)