KEY
POINTS
Tim Dowling คอลัมนิสต์ของ The Guardian (สำนักข่าวเดอะการ์เดียน) รายงานและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวสั่นสะเทือนภูมิศาสตร์การเมืองโลก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีรุงแรงทั่วกรุงคารากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เมื่อช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น)
ก่อนจะบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยา พร้อมนำตัวขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศทันที
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของแผนยุทธศาสตร์กดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ที่ทรัมป์นำมาใช้ในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่ง
โดยสหรัฐฯ อ้างเหตุผลเรื่องการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติและการแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งทรัมป์ระบุว่ามาดูโรอยู่เบื้องหลังความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคอเมริกา
ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ ได้ประกาศตั้งค่าหัวนายมาดูโรสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,700 ล้านบาท) ในฐานะอาชญากรยาเสพติดรายใหญ่ และได้มีการเสริมกำลังทางเรือปิดล้อมชายฝั่งเวเนซุเอลามาตั้งแต่เดือนกันยายน
ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ แรงจูงใจด้านพลังงาน เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก
ซึ่งสอดคล้องกับ หลักการ "Trump Corollary" ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งประกาศเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมซีกโลกตะวันตกทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร เพื่อเข้าถึงแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่สำคัญ
หลังการจับกุม รัฐมนตรีกลาโหมของเวเนซุเอลาได้ประกาศกร้าวว่าจะสู้ตายเพื่ออิสรภาพและต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติ
ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านซึ่งนำโดย มาเรีย คอรินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เรียกร้องให้ทรัมป์สนับสนุนการลุกฮือของประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านละตินอเมริกาเตือนว่า ปฏิบัติการ "เด็ดหัว" ผู้นำในลักษณะนี้อาจนำไปสู่ความโกลาหลที่ยืดเยื้อ การสู้รบระหว่างกลุ่มอิทธิพลภายใน และวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ที่ยากจะควบคุม