
ส่งออก FTA ไทยพุ่งแรง 9 เดือน ใช้สิทธิทะลุ 2.1 ล้านล้าน
กรมการค้าต่างประเทศ เผยการใช้สิทธิ FTA ไทย 9 เดือนปี 68 โตเกือบ 7% อาเซียน–จีน–อินเดียแรง สินค้าดาวรุ่งทุเรียน ยานยนต์ เนื้อไก่ ดันส่งออกไทยแข็งแกร่ง เปิดทาง SMEs สู่ตลาดโลก
KEY
POINTS
- มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สูงถึง 67,931 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.1 ล้านล้านบาท) ขยายตัวขึ้น 6.97% จากปีก่อนหน้า
- ข้อตกลงการค้าที่ไทยใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรกคือ ATIGA (อาเซียน), ACFTA (อาเซียน-จีน), AIFTA (อาเซียน-อินเดีย), JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) และ TAFTA (ไทย-ออสเตรเลีย)
- สินค้าส่งออกที่ใช้สิทธิ FTA สูงสุดครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์สำหรับขนส่งของ และภาคเกษตรกรรม เช่น ทุเรียนสด และเนื้อไก่ปรุงแต่ง
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ช่วง 9 เดือนของปี 2568 มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 67,931.01 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับของปีก่อนหน้า 6.97%
โดยมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.54% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงสุดเป็น อันดับหนึ่ง มูลค่า 24,001.86 ล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 69.68%
- อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 19,653.11 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 96.68%
- อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 7,580.49 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 73.77%
- อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 5,171.76 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 83.57%
- อันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 4,125.65 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 55.99%
โดยในภาพรวมสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- ยานยนต์สำหรับขนส่งของ
- ทุเรียนสด
- ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ
- แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต)
- เนื้อไก่ปรุงแต่ง
โดยจีนยังคงเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียนและมันสำปะหลัง ขณะที่อินเดียเติบโตโดดเด่นจากสินค้าอัญมณีและแพลทินัม เปิดโอกาสสำคัญให้ผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะในกลุ่มแพลทินัมและโลหะมีค่า ได้ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี
ทั้งนี้สินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ สูงในช่วงมกราคม-กันยายน ปี 2568 แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่
- ทุเรียน
- เนื้อไก่ปรุงแต่ง
- ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง
- น้ำตาลที่ได้จากอ้อย
- ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด)
มูลค่ารวม 19,635.85 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.91% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
โดยทุเรียนยังคงครองตลาดจีนอย่างแข็งแกร่ง และเนื้อไก่มีการเติบโตตามความต้องการบริโภคในจีน และญี่ปุ่น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการผลิตอาหารของไทย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของไทย ที่ยังรักษาความได้เปรียบด้านฐานการผลิตภายในประเทศ
นอกจากสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่
- ยานยนต์สำหรับขนส่งของ
- ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ
- แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต)
- เครื่องจักรอัตโนมัติ
- เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง
มูลค่ารวม 48,295.16 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 71.09% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
นางอารดา กล่าวว่า การเติบโตของการใช้สิทธิ FTA ของไทยเป็นสัญญาณเชิงบวกด้านการส่งออก และสะท้อนถึงการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่การผลิตโลก โดย FTA ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย
โดยเฉพาะ SMEs และเป็นกลไกที่จะผลักดันให้ไทยก้าวสู่บทบาทแนวหน้าในเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะยาว โดย FTA ฉบับใหม่ที่ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจา ได้แก่ ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปิด “ตลาดพรีเมียม” ของโลก และเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญต่อคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้า
"กรมฯ ยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั่วประเทศ ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่
โดยในปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,300 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs"
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดสัมมนาได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1385







