thansettakij
thansettakij
ลุ้นรัฐฯคุมค่าการกลั่น 1-3 บาท หลังน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนติดลบใกล้ 5 หมื่นล้าน

ลุ้นรัฐฯคุมค่าการกลั่น 1-3 บาท หลังน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนติดลบใกล้ 5 หมื่นล้าน

03 เม.ย. 69 | 11:44 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 11:44 น.

ลุ้นรัฐบาลออกมาตรการคุมค่าการกลั่น 1-3 บาท หลังน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนติดลบใกล้ 5 หมื่นล้านบาท ระบุไทยมีน้ำมันสำรอง 106 วัน

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบใกล้ 5 หมื่นล้านบาท
  • รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการควบคุมค่าการกลั่นน้ำมัน โดยเสนอให้มีเพดานราคาสูงสุดไม่เกิน 3 บาท และราคาขั้นต่ำประมาณ 1 บาท
  • มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยต้องรอข้อมูลต้นทุนจากโรงกลั่น และคาดว่าจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจในวันที่ 3 เมษายน

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยระบุว่า สถานการณ์พลังงานโลกทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงทำสถิติใหม่ โดยน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นกว่า 11% แตะ 111.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent พุ่งทะลุ 109 ดอลลาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านยังคงควบคุมการเดินเรือจนส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านอย่างหนักหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงมีมาตรการผ่อนปรนโดยยกเว้นการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อชะลอวิกฤตราคาเชื้อเพลิงและภาวะเงินเฟ้อที่กำลังลุกลาม ในขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยังคงมีความเห็นแตกแยกในการจัดตั้งกองกำลังคุ้มครองการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าว

ด้านปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูลวันที่ 3 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 106 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 19 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่าการขนส่ง 32 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 30 วัน  

การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูลวันที่ 1 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 84.28 ล้านลิตร และจำหน่าย 78.79 ล้านลิตร

ลุ้นรัฐฯคุมค่าการกลั่น 1-3 บาท หลังน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนติดลบใกล้ 5 หมื่นล้าน

 

ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 47.74 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

เมื่อเทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว สิงคโปร์ อยู่ที่ 52.27 - 88.00 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 50.86 - 112.67 บาทต่อลิตร

ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันที่ 3 เมษายน 2569 ติดลบ 49,403 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,159 ล้านบาท  

อย่างไรก็ดี รัฐบาลเร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่านคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน ซึ่งล่าสุด ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการเปิดเผยว่า ที่ประชุมกำลังพิจารณาแนวคิดการกำหนดเพดานและพื้นราคา (Floor & Ceiling) เพื่อควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเสนอเพดานสูงสุดไม่เกิน 3 บาท และขั้นต่ำประมาณ 1 บาทเศษ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและคุ้มครองผู้ประกอบการไม่ให้ขาดทุนหนัก 

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัดเนื่องจากต้องรอการชี้แจงข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงจากโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งก่อน ซึ่งหากโรงกลั่นสามารถเสนอแนวทางปรับลดราคาด้วยตนเองได้ ภาครัฐอาจไม่นำระบบควบคุมราคามาบังคับใช้ โดยคาดว่าการประชุมนัดสำคัญวันที่ 3 เมษายน 69 จะสามารถเคาะข้อสรุปทั้งในส่วนของวิธีการปฏิบัติและตัวเลขต้นทุนที่เหมาะสมทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาดเพื่อประกาศใช้ต่อไป