
FAO เตือน! ราคาอาหารโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 6 เดือน สงครามตะวันออกกลางกดดันต้นทุนพลังงาน-ปุ๋ย
FAO เผยดัชนีราคาอาหารโลกเดือนมีนาคม พุ่ง 2.4% สูงสุดในรอบ 6 เดือน น้ำตาล-น้ำมันพืชนำโด่ง เตือนหากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบราคาอาหารทั่วโลกถึงปี 2027
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เปิดเผยดัชนีราคาอาหารโลกเดือนมีนาคม พุ่งขึ้น 2.4% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว แรงหนุนหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 40 วัน อาจกระทบการผลิตอาหารทั่วโลกไปจนถึงปี 2027
ดัชนีราคาอาหาร FAO (FAO Food Price Index) ประจำเดือนมีนาคม 2026 อยู่ที่ 128.5 จุด เพิ่มขึ้น 2.4% จากเดือนกุมภาพันธ์ และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.0% แม้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เมื่อเดือนมีนาคม 2022 ที่เกิดขึ้นหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้น ถึงเกือบ 20%
นายมักซิโม โตเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ FAO ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของราคาในช่วงที่ผ่านมายังอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก เนื่องจากได้รับแรงพยุงจากปริมาณอุปทานธัญพืชโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่แรงกดดันด้านราคาพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนปุ๋ยและการขนส่งคือตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา
"หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 40 วัน ภายใต้ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงและอัตรากำไรที่บีบแคบ เกษตรกรจะต้องเลือก ระหว่างทำการเกษตรแบบเดิมด้วยปัจจัยการผลิตที่น้อยลง ลดพื้นที่เพาะปลูก หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้ปุ๋ยน้อยกว่า" นายโตเรโรกล่าว พร้อมเตือนว่า "การตัดสินใจเหล่านี้จะกระทบผลผลิตในอนาคต และส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้และตลอดปีหน้า"
น้ำตาล-น้ำมันพืชนำโด่ง ราคาพุ่งแรงสุด
หมวดสินค้าที่ปรับราคาขึ้นแรงที่สุดในเดือนมีนาคมคือน้ำตาล โดยดัชนีราคาน้ำตาลพุ่งขึ้น 7.2% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 สาเหตุหลักมาจากการคาดการณ์ว่าบราซิล ผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก จะหันมาแปรรูปอ้อยเป็นเอทานอลมากขึ้น เพื่อรองรับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านน้ำมันพืช ดัชนีราคาปรับตัวขึ้น 5.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยราคาน้ำมันปาล์มแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ขณะที่น้ำมันถั่วเหลือง ทานตะวัน และคาโนลาต่างปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน สะท้อนผลกระทบต่อเนื่องจากราคาพลังงานที่กระตุ้นความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพ
ราคาธัญพืชโดยรวมปรับขึ้น 1.5% โดยราคาข้าวสาลีพุ่งถึง 4.3% จากสภาพอากาศแล้งในสหรัฐฯ และการคาดการณ์ว่าออสเตรเลียจะลดพื้นที่เพาะปลูกเนื่องจากต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาข้าวปรับลดลง 3.0% จากความต้องการนำเข้าที่อ่อนแอและแรงกดดันจากค่าเงิน
ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้น 1.0% นำโดยเนื้อหมูในสหภาพยุโรปและเนื้อวัวจากบราซิล ส่วนราคาผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น 1.2% จากปริมาณอุปทานนมผงที่ลดลงตามฤดูกาลในโอเชียเนีย
ผลผลิตธัญพืชโลกยังแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
แม้สถานการณ์ราคาจะตึงตัว แต่ FAO ยังคงปรับเพิ่มประมาณการผลผลิตธัญพืชโลกปี 2025 เป็น 3,036 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าปีก่อน 5.8% ขณะที่ผลผลิตข้าวโลกคาดว่าจะแตะสถิติใหม่ที่ 563.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.0%
อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2026 FAO คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวสาลีโลกจะลดลง 1.7% เหลือ 820 ล้านตัน จากราคาที่ต่ำกว่าและสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในสหภาพยุโรป รัสเซีย และสหรัฐฯ แม้อินเดียจะคาดว่าทำสถิติสูงสุดใหม่ก็ตาม
ทั้งนี้ ระบบข้อมูลตลาดเกษตร (AMIS) ที่ FAO ดูแลอยู่ ยังออกรายงานเพิ่มเติมเน้นย้ำว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต่อต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งในภาคเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาอาหารในตลาดโลกในระยะต่อไป
ที่มา : องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)






