
“อลงกรณ์” ชี้จุดอ่อนงบประมาณปี 69 ตีเช็คเปล่างบกลาง 2.5 หมื่นล้าน
“อลงกรณ์”วิเคราะห์งบประมาณปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท ชี้งบประจำลดลงส่งสัญญาณบวก กังวลงบลงทุนหด ขณะห่วงผลกระทบ“ทรัมป์ 2.0”ทำรายได้ประเทศลด ใช้งบกลาง 2.5 หมื่นล้านรับมือผันผวนเศรษฐกิจ แผนและรายละเอียดรองรับยังไม่ชัดเจนเหมือน “ตีเช็คเปล่า”
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และอดีตกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภาผู้แทนราษฎร
ได้เฟซบุ๊กวันนี้ (16 พ.ค. 2568) เรื่อง “วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 : งบประมาณในภาวะผันผวน“
โดยชี้ว่าเป็นงบประมาณที่มีเปอร์เซ็นต์ของงบประจำลดลงเล็กน้อย 1%ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นแนวโน้มที่ดีแต่งบลงทุนลดลงมากกว่าคือ 7.3 % ในขณะที่งบชำระคืนเงินกู้เพิ่มขึ้น 0.7% เป็นการชำระดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นและยังไม่ปรากฎว่าแนวทางว่าจะเริ่มจัดทำงบประมาณสมดุลอย่างไร เมื่อใด ซึ่งต้องรอฟังคำแถลงนโยบายงบประมาณของนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ได่เขียนบทความ "วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 : งบประมาณในภาวะผันผวน" ดังนี้
บทวิเคราะห์นี้จะกล่าวถึงโครงสร้างของงบประมาณปี 2569 ในด้านงบประจำงบลงทุนงบชำระหนี้เงินกู้กับการเตรียมงบประมาณรับมือนโยบาย “ทรัมป์ 2.0” และปัจจัยเสี่ยงโดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ไทม์ไลน์ของกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ..งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีกำหนดที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 20 พฤษภาคม 2568 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 วันที่ 28–30 พฤษภาคม 2568 และวาระที่ 2-3 วันที่ 13–15 สิงหาคม 25 68 (เป็นกำหนดการเท่าที่ยืนยันขณะนี้)
- ประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 มีดังนี้
1. โครงสร้างและวงเงินงบประมาณวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 27,900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
1.1 รายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท (ลดลง 1%)
1.2 รายจ่ายลงทุน 864,077 ล้านบาท (ลดลง 7.3%)
1.3 รายจ่ายชำระคืนเงินกู้ 151,200 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.7%)
1.4 งบขาดดุล 860,000 ล้านบาท
ภายใต้โครงสร้างงบประมาณเช่นนี้มีข้อสังเกตที่ควรไตร่ตรอง
1.การลดรายจ่ายลงทุนอาจกระทบโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต
2.การเพิ่มวงเงินชำระหนี้สะท้อนภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นซึ่งต้องจับตาการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงทางการคลังระยะยาว
3.การเตรียมงบประมาณรับมือวิกฤต เศรษฐกิจจากผลกระทบของนโยบาย “ทรัมป์ 2.0”
จากกรณีสหรัฐจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36% ส่งผลให้ภาคส่งออกและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหนัก โดยคาดว่า GDP จะปรับลดเหลือ 2.1% หรือต่ำกว่า 2.0% ทั้งนี้ขึ้นกับผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯในเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้เป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ของสภาฯ ปรับโอนงบประมาณจากรายการไม่จำเป็นเข้างบกลาง 25,000 ล้านบาท(ตามที่ปรากฏเป็นข่าว)เพื่อรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามการไม่ปรับแก้ในชั้นคณะรัฐมนตรี(ครม.) อาจทำให้ขาดรายละเอียดแผนรองรับที่ชัดเจน เช่น การจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่างบกลางที่เพิ่มขึ้น 25,000 ล้านบาทจะเป็นการ "ตีเช็คเปล่า" ไม่มีแผนและรายละเอียดในการตรวจสอบโดยรัฐสภาระหว่างการพิจารณางบประมาณซึ่งรัฐบาลและสำนักงบประมาณควรสร้างความชัดเจนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 เป็นงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐเป็นงบประมาณในภาวะผันผวนซึ่งมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะได้แก่
1.งบกลาง
การจัดสรรงบกลางเพื่อรับมือวิกฤตยังคลุมเครือสามารถแก้ไขได้โดยเพิ่มความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณแบบ Real-time ผ่านแพลตฟอร์ม Open Data
2.งบประจำ
รายจ่ายงบประจำลดลงแม้เพียง1% ถือเป็นสัญญาณบวกควรดำเนินการต่อในปีงบประมาณถัดไปอย่างต่อเนื่อง
3.งบลงทุน
การลดลงของงบลงทุนอาจกระทบการเติบโตระยะยาว
4.งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าควรชะลอไว้ก่อน
ได้แก่ โครงการลงทุนที่ไม่เร่งด่วน เช่น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ยังไม่จำเป็นต้องดำเนินการทันทีหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจเพื่อรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อน และโครงการที่ยังไม่มีแผนรองรับการใช้งานอย่างชัดเจน หรือโครงการที่ใช้งบประมาณสูงแต่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ
5.หนี้สาธารณะ
หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปี 2564 หนี้สาธารณะของไทยมีสัดส่วน 62.44% ของ GDP และปี 2569 จะเพิ่มใกล้แตะเพดาน 70 % ของ GDP ทั้งนี้หนี้สาธารณะรวมเมื่อถึงปี 2569 คาดว่าจะสูงถึง 13.6 ล้านล้านบาท เป็นภาระหนักของประเทศเสมือนโคลนติดล้อ
6.ความเสี่ยงของประเทศ
ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกเช่น ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้า ความผันผวนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนผันแปรเร็วและแรงมากขึ้นอาจทำให้รายได้ประเทศจากภาษีและการพาณิชย์ลดลงและกดดันให้ต้องกู้หนี้สาธารณะเพิ่มจึงควรเตรียมงบประมาณให้พร้อมสำหรับการรับมือและปรับตัว
7.ความยั่งยืนของงบประมาณและการคลัง
7.1 ควรมีแนวทางการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในคำแถลงนโยบายงบประมาณต่อสภาฯ
7.2 ตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่า
7.3 ปรับลดงบประจำและเพิ่มงบลงทุน
7.4 ควรเริ่มเตรียมแผนการการปฏิรูประบบงบประมาณแบบใหม่โดยจัดทำงบประมาณฐานศูนย์(Zero based budgeting)ถ้ามีความพร้อมควรเริ่มในปีงบประมาณ 2570
“หากรัฐบาลสามารถบริหารงบประมาณในภาวะผันผวนด้วยความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีและเพิ่มการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าภาษีของประชาชนมากขึ้น.”นายอลงกรณ์ กล่าวย้ำในตอนท้าย






