
รฟท.เคลียร์ 1.2 หมื่นสัญญาเช่าที่ ดัน 11 แปลงปั๊มรายได้
รฟท. ส่งไม้ต่อ เอสอาร์ทีฯ เคลียร์สัญญาเช่าที่ 1.2 หมื่นสัญญา เข็น 11 แปลงทอง 5 หมื่นล้านบาท ปักธงปี 2570 หารายได้จากการบริหารทรัพย์สิน 4.3 พันล้านบาท หลังจากปี 2569 มีรายได้รวม 4,107 ล้านบาท
KEY
POINTS
- การรถไฟฯ (รฟท.) ได้ส่งมอบสัญญาเช่าที่ดินเชิงพาณิชย์กว่า 12,000 สัญญา ให้บริษัทลูก เอสอาร์ที แอสเสท (SRTA) เข้าบริหารจัดการเพื่อสร้างรายได้
- SRTA มีแผนพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพสูงจำนวน 11 แปลง เช่น ย่านบางซื่อ, พหลโยธิน (เซ็นทรัลลาดพร้าว) และสถานีแม่น้ำ เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว
- ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้จากการบริหารทรัพย์สินทั้งหมดรวม 4,350 ล้านบาทภายในปี 2570
ภายหลังการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) มอบหมายให้บริษัท เอส อาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) บริหารจัดการและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ประเภทที่ดินและอสังหาริมทรัพย์นอกภารกิจการเดินรถของ รฟท. ทั่วประเทศ ครอบคลุมการรับมอบและบริหารสัญญาเช่าที่ดินเชิงพาณิชย์จาก รฟท. การเปิดประมูลหาผู้ลงทุนร่วมพัฒนาพื้นที่ศักยภาพสูง (TOD) รวมถึงจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยและการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีสำคัญ อาทิ ย่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ย่านหัวลำโพง สถานีธนบุรี คลองสาน และพื้นที่ริมถนนรัชดาภิเษก เพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินของการรถไฟฯ ให้เป็นแหล่งสร้างรายได้ระยะยาว
แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ขณะนี้ รฟท. ได้ส่งมอบแฟ้มสัญญาเช่า และการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้กับ บริษัท เอสอาร์ทีฯ อย่างเป็นทางการ จำนวน 12,233 สัญญา ประกอบด้วย 1. สัญญาฝ่ายบริหารทรัพย์สิน จำนวน 5,856 สัญญา 2. สัญญาฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ จำนวน 6,369 สัญญา 3. สัญญาฝ่ายอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม จำนวน 8 สัญญา บนพื้นที่กว่า 38,469 ไร่
การส่งมอบสัญญาดังกล่าวให้บริษัทลูกของรฟท. นำไปบริหารจัดการสัญญาเช่า โดยที่ทรัพย์สินทั้งหมดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ รวมทั้งจัดสรรพื้นที่และเจรจากับบุคคลที่สาม หรือร่วมทุนกับเอกชน เพื่อรับโอนพื้นที่ไปดำเนินการ รวมทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเช่าพื้นที่จากการรถไฟฯ หรือซื้อที่ดินจากองค์กรอื่นมาพัฒนาและบริหารจัดการ ซึ่งบริษัทเอสอาร์ทีฯ ต้องแบ่งผลตอบแทนให้กับการรถไฟฯ ในฐานะผู้บริหารสัญญา 5% ของรายได้จากค่าบริหารสัญญา
ปั๊มรายได้ 4.3 พันล้าน
รายงานข่าวจากบริษัทเอสอาร์ทีแอสเสท จำกัด (SRTA) กล่าวต่อว่า ในปี 2569 มีรายได้จากการบริหารทรัพย์สิน รวม 4,107 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากสัญญาเช่าระหว่างรฟท.และบริษัทเอสอาร์ทีฯ รวมถึงรายได้จากการต่อสัญญาเช่าที่เป็นปัจจุบัน วงเงิน 2,180 ล้านบาท คิดเป็น 53.06% และรายได้จากการบริหารสัญญา รฟท. วงเงิน 1,926 ล้านบาท คิดเป็น 46.94%
ทั้งนี้บริษัทเอสอาร์ทีฯ ได้ตั้งเป้าในปี 2570 มีรายได้จากการบริหารทรัพย์สิน รวม 4,350 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากสัญญาเช่า ระหว่างรฟท.และบริษัทเอสอาร์ทีฯ รวมถึงรายได้จากการต่อสัญญาเช่าที่เป็นปัจจุบัน วงเงิน 2,121 ล้านบาท คิดเป็น 48.71% และรายได้จากการบริหารสัญญา รฟท. วงเงิน 2,229 ล้านบาท คิดเป็น 51.29%
ผ่าสัญญาเช่า
สำหรับแผนการบริหารสัญญาเพื่อเพิ่มรายได้การบริหารทรัพย์สินให้เกิดความคุ้มค่าและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันรฟท.มีสัญญาทั้งหมด 14,274 สัญญา พบว่ามีสัญญาที่อยู่ในการดูแลของบริษัทเอสอาร์ทีฯ รวม 996 สัญญา ประกอบด้วย สัญญาจากภาคเอกชน 960 สัญญา คิดเป็น 96.4% และสัญญาจากภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ 36 สัญญา คิดเป็น 3.6% ส่วนสัญญาเดิมที่หมดอายุ แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก คือ สัญญาที่มีอายุสัญญาไม่เกิน 3 ปี นำส่งคืนรฟท.เพื่อดำเนินการต่ออายุสัญญาให้เป็นปัจจุบันเพื่อ ส่งมอบให้บริษัทเอสอาร์ทีฯ บริหารสัญญา รวม 9,008 สัญญา แบ่งเป็น สัญญาฝ่ายบริหารทรัพย์สิน รวม 3,900 สัญญา ประกอบด้วย ภาคกลางและภาคตะวันออก 140 สัญญา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,256 สัญญา ภาคเหนือ 803 สัญญา ภาคใต้ 1,432 สัญญา และหน่วยงานภาครัฐ 269 สัญญา
ขณะที่สัญญาฝ่ายเดินรถ รวม 5,108 สัญญา ประกอบด้วย ภาคตะวันออก 423 สัญญา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,659 สัญญา ภาคเหนือ 1,571 สัญญา ภาคใต้และภาคตะวันตก 647 สัญญา และภาคใต้ 808 สัญญา ต่อมาส่วนที่สอง คือ สัญญาที่นำส่งคืนไปเมื่อครบอายุสัญญาแล้วจะอนุมัติให้บริษัทเอสอาร์ทีฯ เช่าต่อเพื่อนำออกเช่าช่วง รวม 209 สัญญา และส่วนที่สาม คือ สัญญาที่บริษัทเอสอาร์ทีฯเป็นผู้เจรจาเพื่อจัดทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้เช่ารายเดิมของรฟท. รวม 98 สัญญา
นอกจากนี้ในปี 2570 รฟท.เตรียมคัดแยกที่ดินเพื่อใช้กิจการเกี่ยวกับรถไฟโดยตรง (Core) และที่ดินแปลงที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ (Non Core) โดยจัดทำข้อมูลจากระบบ GIS เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารและจัดประโยชน์ได้ทุกประเภทให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในอนาคต ดัน 11 แปลงใหญ่
ขณะเดียวกันบริษัทเอสอาร์ทีฯ เตรียมแผนจัดประโยชน์ที่ดินแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง คิดเป็นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตลอดอายุสัญญา 50,549 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ที่ดินพื้นที่บางซื่อ แปลง E มูลค่า 1,149 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทเอสอาร์ทีฯ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของพื้นที่ 2.ที่ดินพื้นที่สามเหลี่ยมยานพหลโยธิน (โครงการเซ็นทรัลลาดพร้าว) มูลค่า 33,480 ล้านบาท โดยเอกชนได้ลงนามสัญญาเช่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 3.ที่ดินย่านพหลโยธิน (ตลาดซันเดย์) (โครงการมิกซ์ จตุจักร) มูลค่า 983 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทเอสอาร์ทีฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาขอเช่าช่วง
4.ที่ดินโรงแรมย่านมักกะสัน (ซอยเพชรบุรี 31) มูลค่า 499 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดประโยชน์ ครั้งที่ 4 5.ที่ดินย่านพหลโยธิน (แปลงหัวมุม อตก.) มูลค่า 790 ล้านบาท ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องขอบเขตที่ดิน
6.ที่ดินย่านสถานีศิลาอาสน์ มูลค่า 1,552 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบพื้นที่ทรัพย์สินและจัดหาผู้เช่า 7.ที่ดินสนามกอล์ฟหัวหินและโรงแรมกอล์ฟอินน์ หัวหิน มูลค่า 1,692 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างจ้างศึกษาเพื่อประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
8.ที่ดินสถานีหาดใหญ่ แปลง B มูลค่า 1,481 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการทำหนังสือขอเช่าจาก รฟท. 9. ที่ดินสถานีแม่นํ้า มูลค่า 5,732 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการศึกษาโครงการสํารวจพื้นที่
10.ที่ดินแนวเส้นทางสายบางซื่อ- คลองตัน (พื้นที่ RCA) มูลค่า 2,568 ล้านบาท ที่ผ่านมาเอกชนได้ลงนามสัญญาแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และ 11.ที่ดินย่านพังงา-ท่านุ่น มูลค่า 618 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดประโยชน์
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,250 วันที่ 5 -7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569






