thansettakij
thansettakij
คมนาคม เปิดหวูด “รถไฟขนส่งแหลมฉบัง-หนองคาย” ปลดล็อกรางไทยดันฮับอาเซียน

คมนาคม เปิดหวูด “รถไฟขนส่งแหลมฉบัง-หนองคาย” ปลดล็อกรางไทยดันฮับอาเซียน

19 ก.ย. 69 | 04:26 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ย. 69 | 04:32 น.

คมนาคม นำทีมปล่อยขบวนรถไฟขนส่งสินค้าแหลมฉบัง-หนองคาย นำร่องโครงการต้นแบบทางราง ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ลดต้นทุนขนส่ง 30% ดันไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคมร่วมกับภาคเอกชน เปิดทดลองเดินรถไฟขนส่งสินค้าขบวนปฐมฤกษ์ในเส้นทางยุทธศาสตร์ท่าเรือแหลมฉบัง-หนองคาย
  • เป็นโครงการนำร่องภายใต้ พ.ร.บ. การขนส่งทางรางฉบับใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและเก็บข้อมูลต้นทุนจริงสำหรับกำหนดอัตราค่าบริการในอนาคต
  • มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงการค้าข้ามพรมแดนไปยัง สปป.ลาวและจีน เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งของอาเซียน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดทดลองการเดินรถโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง (Pilot Project) ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ณ ลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟฝั่งซี (Port C) ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมการขนส่ง ทางราง (ขร.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลอดจนภาคเอกชน ได้ร่วมกันเปิดทดลองการเดินรถโครงการต้นแบบฯ โดยเป็นขบวนรถไฟขนส่งสินค้าปฐมฤกษ์ เส้นทางแหลมฉบัง–หนองคาย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และภาคเอกชน 

ขณะเดียวกัน รฟท.ได้รับการสนับสนุนหัวรถจักรจำนวน 1 หัว จากบริษัทบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL เพื่อนำมาทดลองวิ่งขบวนปฐมฤกษ์ขนส่งสินค้าไปและกลับระหว่างแหลมฉบังและหนองคาย ขบวนดังกล่าวสามารถลากจูงได้เต็มศักยภาพถึง 24 แคร่ หรือคิดเป็น 48 TEU การทดลองครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญหลังจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง อย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขนส่งทางราง

ทั้งนี้ หากยังใช้หัวรถจักรดีเซลจะสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งได้ประมาณ 10% แต่หากพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้าได้สำเร็จ จะสามารถลดค่าขนส่งลงได้สูงสุดถึง 20-30% ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ภาพรวมของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกแล้ว ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การขนส่งสีเขียว (Green Logistics) และตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม 

สำหรับการทดลองเดินรถครั้งนี้เป็นโมเดลรูปแบบการร่วมมือกันอย่างแท้จริง โดยใช้รถจักรของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับแคร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ขนส่งยางพาราของบริษัท ศรีตรัง โลจิสติกส์ จำกัด ในเส้นทางยุทธศาสตร์ ท่าเรือแหลมฉบัง - หนองคาย - ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเป้าหมายในการเชื่อมโยงโครงข่ายการค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศจีนตอนใต้ผ่าน สปป.ลาว 

เปิดทดลองการเดินรถโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง (Pilot Project)

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกระบวนการขนส่งตลอดเส้นทาง เพื่อเก็บข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงตลอดห่วงโซ่ (Access Charge, Locomotive Charge, ค่าเชื้อเพลิง, ค่าดำเนินการยกขน) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และเปรียบเทียบกับต้นทุนการขนส่งทางถนน ทั้งในมิติของราคา ระยะเวลา และความแน่นอน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคมคือการทำให้การขนส่งทางรางเป็นทางเลือกที่แข่งขันได้ มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งสู่การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้หัวรถจักรไฟฟ้า พร้อมพลิกโฉมให้ระบบรางเป็นเส้นทางขนส่งหลัก ของประเทศ และให้การขนส่งทางถนนทำหน้าที่เป็นระบบฟีดเดอร์ (Feeder) เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ

นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังเร่งขยายโครงข่ายเพื่อรองรับการเติบโต โดยโครงการรถไฟทางคู่ภาคอีสานคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ไม่เกินปี 2570 ขณะที่เส้นทางสายใต้จากชุมพรถึงสุไหงโก-ลก มีกำหนดแล้วเสร็จไม่เกินปี 2573 

อย่างไรก็ดียังมีแผนระยะยาวในการพัฒนารระบบโลจิติกส์ให้เชื่อมต่อมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมถึงการศึกษาเส้นทางฝั่งอันดามันเชื่อมสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยที่ตั้งอยู่กึ่งกลางทวีปเอเชีย และมีความเสี่ยงจากพายุภัยธรรมชาติต่ำ เพื่อดันไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในทุกมิติ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า การทดลองวิ่ง 1 เที่ยวไป-กลับดังกล่าว เป็นโครงการทดลองนำร่องเพื่อจัดเก็บข้อมูลตัวเลขค่าใช้จ่ายจริง ทั้งค่าน้ำมันและค่าใช้ทาง เพื่อนำมาประเมินต้นทุน ประสิทธิภาพ และทบทวนเงื่อนไขการกำหนดอัตราค่าบริการ ก่อนจะเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาเช่าใช้รางของการรถไฟฯ ในระบบ Open Access ในอนาคต ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนของผู้ประกอบการแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้ค่าบริการการใช้รางให้แก่ รฟท. อีกด้วย 

ทั้งนี้ในปัจจุบัน รฟท. มีหัวรถจักรในระบบประมาณ 200 หัว ใช้งานได้จริงประมาณ 120 คัน และมีสภาพเก่าใช้งานเกิน 40 ปี ประมาณ 60 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างแผนจัดหามาทดแทนประมาณ 50-60 หัว ส่วนปริมาณการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจะเน้นอาศัยการร่วมเดินรถของภาคเอกชนเป็นหลัก