
"สรรเพชญ" ดันปี 70 ลุยเปิดประมูล "รถไฟทางคู่ชุมพร-ระนอง"
“สรรเพชญ” เดินหน้าผลักดันรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง เติมเต็ม Missing Link เชื่อมรางสู่ท่าเรือ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจโลก ย้ำเป็นจุดเชื่อมสำคัญของโครงข่ายคมนาคมไทย เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าโครงการบนพื้นฐาน ลุยรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าเปิดประมูลโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง ในปี 2570 หากรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้รับความเห็นชอบภายในปีนี้
- โครงการนี้ถือเป็นจุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ (Missing Link) ระยะทาง 110 กม. วงเงินกว่า 27,000 ล้านบาท เพื่อทำให้โครงข่ายระบบรางของประเทศสมบูรณ์
- มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเชื่อมการขนส่งสินค้าทางรางจากทั่วประเทศสู่ท่าเรือระนอง ซึ่งเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อเติมเต็มจุดเชื่อมสำคัญ (Missing Link) ของโครงข่ายระบบรางไทย ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร วงเงินลงทุนกว่า 27,000 ล้านบาท ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ โดยอยู่ระหว่างเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้รับความเห็นชอบภายในปีนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้เร็วที่สุดในปี 2570
ขณะเดียวกันการผลักดันโครงการฯนี้ จะดำเนินการบนหลักการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสมดุล โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าของการลงทุน
ทั้งนี้ตลอดจนการศึกษาในเรื่องของการเลือกทำเลที่ตั้งของท่าเรือระนอง ว่าจะยังคงใช้ท่าเรือระนองเดิมหรือจะมีท่าเรือระนองแห่งใหม่ เพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่มีปริมาณมากขึ้นและรองรับเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ควบคู่กับการให้ความสำคัญต่อการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน
นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง ถึงแม้จะเป็นเส้นทางระยะสั้นเมื่อเทียบกับโครงการรถไฟสายหลักทั่วประเทศ แต่ถือเป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้การลงทุนด้านระบบรางที่ประเทศไทยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สามารถทำงานเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายเดียวอย่างสมบูรณ์ เปรียบเสมือนการเติมเต็มชิ้นส่วนสุดท้ายของจิ๊กซอว์ ที่ทำให้ระบบคมนาคมของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เมื่อโครงการแล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปใช้รถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
นอกจากนี้โครงการยังทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกในการเชื่อมโยงการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศจะสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด ได้เช่นเดิม
ขณะเดียวกันจะสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง ซึ่งเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงการค้ากับประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา รองรับการขยายตัวของการค้าโลกในอนาคต และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์ไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ดีความสำคัญของโครงการนี้คือการยกระดับประเทศไทยให้มีโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งระบบ เมื่อถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้า ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเพียงด้านเดียว และสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระยะยาว






