thansettakij
thansettakij
เขย่าคมนาคมปี 69 'ชยธรรม์' ปิดตำนานปลัด กทท.-บวท. สุญญากาศไร้แม่ทัพ

เขย่าคมนาคมปี 69 'ชยธรรม์' ปิดตำนานปลัด กทท.-บวท. สุญญากาศไร้แม่ทัพ

23 ก.ค. 69 | 08:40 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ค. 69 | 08:46 น.

สมรภูมิคมนาคมเดือด หลังปลัดฯ เตรียมเกษียณส่งท้ายปี 69 ด้านกทท. วิกฤตหนัก แม่ทัพ-รักษาการฯเกษียณปีเดียวกัน ฟากบวท.เก้าอี้ร้อนฉ่า กระบวนการสรรหา MD ส่อแววล้มกระดาน หลังเจอตอสะพัดประเด็นร้องเรียน

KEY

POINTS

  • นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม จะเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2569 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตำแหน่งข้าราชการระดับสูงสุดของกระทรวง
  • การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กำลังเผชิญภาวะสุญญากาศทางผู้บริหาร เนื่องจากตำแหน่งผู้อำนวยการยังว่าง และรักษาการผู้อำนวยการก็จะเกษียณอายุในปี 2569 เช่นกัน
  • บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ยังไม่สามารถแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ได้ เนื่องจากกระบวนการสรรหามีประเด็นร้องเรียนและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

กระทรวงคมนาคม” หนึ่งในกระทรวงเกรดเอที่มักได้รับการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีแตะแสนล้านบาท ซึ่งในปี 2569มีข้าราชการระดับสูงเกษียณ จำนวน 2 ราย ทำให้กระทรวงคมนาคมต้องเร่งเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในครั้งนี้ เมื่อแม่ทัพใหญ่อย่างปลัดกระทรวงคมนาคมเตรียมพ้นจากตำแหน่งตามวาระที่ได้รับการต่ออายุราชการ ขณะที่ 2 แม่ทัพใหญ่รัฐวิสาหกิจอย่าง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ยังมีช่องว่างสุญญากาศที่ปัจจุบันยังไม่สามารถสรรหาได้แล้วเสร็จในทันที 

"ชยธรรม์ พรหมศร" ปลัดคมนาคม จ่ออำลาตำแหน่ง

สำหรับข้าราชการระดับสูงคนแรกที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่คงหนีไม่พ้น นายชยธรรม์ พรหมศร ถือเป็นข้าราชการระดับสูงสุด (ระดับ 11) ของกระทรวงคมนาคมเพียงรายเดียวที่จะครบกำหนดเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2569 โดยนายชยธรรม์เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2508 จากเดิมที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี ในวันที่ 30 กันยายน 2567 

ทั้งนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการบริหารโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้ต่อเวลาการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมของนายชยธรรม์ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งเป็นการต่ออายุครั้งที่ 2 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดการปฏิบัติราชการอย่างเป็นทางการ
 

เส้นทางการทำงานของ 'ชยธรรม์'

สำหรับเส้นทางการทำงานของนายชยธรรม์ถือเป็น "ลูกหม้อ" ที่เติบโตมาจากสายงานวิศวกรรมโยธา โดยเริ่มต้นรับราชการที่กรมทางหลวง และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศในปี 2547-2551 ต่อมาเป็นผู้อำนวยการสำนักมาตรการการก่อสร้างและประเมินผล ในปี 2552-2554 และผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการทางหลวงระหว่างประเทศในปี 2554-2559

ก่อนจะโยกย้ายข้ามหน่วยงานไปเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สนข. ในปี 2562 จนกระทั่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ดีการเกษียณอายุของนายชยธรรม์ พรหมศร ในปี 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางอำนาจและการสั่งการสูงสุดของข้าราชการประจำในกระทรวง ซึ่งเป็นที่น่าจับตาว่าข้าราชการรายใดจะมาดำรงตำแหน่งนี้แทนนายชยธรรม์ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการบริหารสัญญาโครงการขนาดใหญ่ที่ผูกพันงบประมาณสูง


 

การท่าเรือฯ จ่อสุญญากาศ 2 ผู้นำ 

วิกฤตการเปลี่ยนผ่านกำลังพลในรัฐวิสาหกิจคมนาคมกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการผลักดันของคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. ชุดใหม่ เพื่อพิจารณาสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ที่มีความเหมาะสมเข้ามาบริหารจัดการท่าเรือหลักของประเทศโดยเร็วที่สุด ภายหลังจากการพ้นตำแหน่งของนายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. ที่เพิ่งเกษียณอายุการทำงานไปเมื่อต้นปี 2569 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานคนใหม่ หลังจากคณะกรรมการชุดเดิมที่ว่างลาออก เพื่อมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานของการท่าเรือฯ

อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ภายใน กทท. ยังมีความน่ากังวลเพิ่มขึ้นเมื่อ ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการผู้อำนวยการ กทท. ซึ่งกำลังจะครบกำหนดเกษียณอายุการทำงานในปี 2569 นี้เช่นกัน ส่งผลให้ กทท. ต้องเตรียมรับมือกับการสูญเสียผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์พร้อมกันถึง 2 รายในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

ร้องเรียนสรรหา MD วิทยุการบินฯคนใหม่ 

ในขณะที่หน่วยงานความมั่นคงด้านการเดินอากาศอย่าง บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายกัน โดยปัจจุบันตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (MD) ยังอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ในระหว่างนี้นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ จะดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ แทนนายณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ ที่หมดวาระลงเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 

ทั้งนี้พบว่าการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (MD) บวท.มีผู้สมัคร 3 ราย ได้แก่ นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด, นายพัฒนพงษ์ วันจันทึก อดีตรักษาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม และนายมนตรี สุคนธมาน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ

จากการแถลงของนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลบวท.ระบุว่า ปัจจุบันมีประเด็นร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการสรรหาฯ และคุณสมบัติของผู้ได้รับคัดเลือกฯ ดังนั้นทางคณะกรรมการสรรหาฯ จึงต้องตรวจสอบให้รอบด้านก่อน โดยได้เน้นย้ำให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส สามารถชี้แจงได้ และให้เร่งสรุปผลโดยเร็วที่สุด

รายงานข่าวจากบวท.ระบุว่า สำหรับการผลสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.มีข้อสรุปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 โดยมีชื่อนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด ได้รับคัดเลือกและผ่านขั้นตอนการเจรจาผลตอบแทน นำเสนอบอร์ด บวท.เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ยังเหลือขั้นตอนลงนามสัญญาจ้าง แต่เนื่องจากมีประเด็นร้องเรียน 5-6 ประเด็น เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาและคุณสมบัติฯ ทำให้ต้องทำการตรวจสอบข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ถูกร้องเรียน หากตรวจสอบแล้วพบว่าการร้องเรียนมีมูล ก็อาจจะนำไปสู่การยกเลิกผลการสรรหาที่ผ่านมาได้

“กรณีสรรหาผู้อำนวยการใหญ่ บวท.คนใหม่มีการร้องเรียนมาเป็นระยะ ล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี 2569 ซึ่งผู้สมัครรับการสรรหาฯ รายหนึ่งยื่นร้องเรียนถึงคุณสมบัติของกรรมการสรรหาฯ ที่อาจมีความไม่เป็นธรรมในการสรรหาฯ” รายงานข่าวจากบวท.ระบุ

อย่างไรก็ดีการที่สองหน่วยงานยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งทางน้ำและทางอากาศขาดตัวจริงในการบริหารงานในช่วงปี 2569 ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงคมนาคมที่ต้องเร่งกระบวนการสรรหาตำแหน่งที่ว่างให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต