
‘สิริพงศ์’ ลงพื้นที่เร่งสปีด 4 บิ๊กโปรเจ็กต์ทางถนน-ราง บูมนครพนม
‘สิริพงศ์’ ลงพื้นที่นครพนม ผลักดัน 4 โครงการ ลุยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ ปักหมุดเปิดศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม ภายใน ส.ค. นี้ เร่งรัดรถไฟทางคู่บ้านไผ่ - มุกดาหาร - นครพนม เพิ่มศักยภาพรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ - การท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ บ้านไผ่-นครพนม ที่การก่อสร้างล่าช้า โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571-2572 เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจ 6 จังหวัดภาคอีสาน
- ผลักดันศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าเชื่อมต่อ สปป.ลาว-เวียดนาม-จีน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนสิงหาคมนี้
- เดินหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวง 4 ช่องจราจร ได้แก่ ทางเลี่ยงเมืองเรณูนครและธาตุพนม รวมถึงโครงการถนนเลียบแม่น้ำโขง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและขนส่ง
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางและการขนส่งคนและสินค้า พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้จังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่เมืองชายแดน มีแม่น้ำโขงกั้นระหว่าง สปป.ลาว ซึ่งทำให้มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่สะดวกเป็นประตูเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ขณะเดียวกันการลงพื้นที่จังหวัดนครพนมครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาระบบคมนาคมขนส่ง และส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้ร่วมหารือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนโครงการสำคัญด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดนครพนม
ส่วนของการพัฒนาโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางถนนเชื่อมต่อ สปป.ลาว - เวียดนาม - จีนตอนใต้ (หนานหนิง) ซึ่งกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้บูรณาการเชื่อมโยงโครงข่ายร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งระหว่างทางบกกับทางรางอย่างไร้รอยต่อ (Modal Shift)
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวผ่านแนวโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่บ้านไผ่ - มุกดาหาร - นครพนม รวมถึงได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมศุลกากร เพื่อผลักดันให้ศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม เป็นศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินกิจการทางพาณิชย์ได้ในเดือนสิงหาคมนี้
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่บ้านไผ่ - มุกดาหาร - นครพนม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างแบ่งเป็น 2 สัญญา (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569) การก่อสร้างสัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่ - หนองพอก คืบหน้า 58.53% ล่าช้า 36.42% คาดแล้วเสร็จปี 2572 และสัญญาที่ 2 ช่วงหนองพอก - สะพานมิตรภาพ 3 คืบหน้า 12.53% ล่าช้า 12.30% คาดแล้วเสร็จปี 2571
“ผมได้กำชับ รฟท. เร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อช่วยยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ” นายสิริพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้โครงการรถไฟทางคู่ฯดังกล่าวเป็นเส้นทางสายใหม่เชื่อมเศรษฐกิจการค้าการลงทุน 6 จังหวัดภาคอีสาน ตั้งแต่ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และนครพนม จุดเริ่มต้นโครงการเริ่มที่สถานีบ้านไผ่ สิ้นสุดที่สถานีสะพานมิตรภาพ 3
นอกจากนี้ยังได้รับฟังการนำเสนอแนวทางการพัฒนาทางหลวงในจังหวัดนครพนม จากกรมทางหลวง ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองเรณูนคร ก่อสร้างทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจร แบ่งเป็น ระยะที่ 1 ระยะทาง 5.26 กิโลเมตร
ส่วนระยะที่ 2 ระยะทาง 8.83 กิโลเมตร วงเงินรวม 800 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอขอออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน และโครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองธาตุพนม ก่อสร้างทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 8.61 กิโลเมตร วงเงิน 930 ล้านบาท อยู่ระหว่างเสนอขอออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเช่นกัน
ขณะเดียวกันได้ลงพื้นที่ไปยังโครงการก่อสร้างถนนของกรมทางหลวงชนบท ถนนเลียบแม่น้ำโขง สายถนนศรีโคตรบูรณ์ ตอนถนนสวรรค์ชายโขง - ธาตุพนม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ระยะทางรวม 51.1 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 766 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปี 2570 - 2572
ทั้งนี้ในปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับมอบพื้นที่จากองค์กรปกครองท้องถิ่น รวมถึงได้ทั้งนี้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความนาคมในพื้นที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
อย่างไรก็ดีกระทรวงคมนาคม พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการดังกล่าวข้างต้น ทั้งในพื้นที่จังหวัดนครพนม และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้เป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคอีสานตอนบนที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สามารถตอบสนองนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว และประตูการค้าสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะช่วยพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างโอกาส สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน






