
ผ่าผลงาน 2 เดือน 'คมนาคม' ยุคอนุทิน 2 ดันบิ๊กโปรเจ็กต์ 'แลนด์บริดจ์-ตั๋วร่วม'
สแกนผลงาน ‘คมนาคม’ 2 เดือน กางงบปี 2569 ลุยอัดฉีดบิ๊กโปรเจ็กต์กระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เปิดใช้ต้นปี 2570 หนุนรถไฟฟ้าสายใหม่ 8 เส้นทาง คาดเปิดประมูลแลนด์บริดจ์เฉียดล้านล้านในปีนี้ ควบคู่เช่ารถเมล์ EV-Seaplane
KEY
POINTS
- สแกนผลงาน 2 เดือน คมนาคม ยุครัฐบาลอนุทิน เร่งรัดนโยบาย "ตั๋วร่วม" รถไฟฟ้า กำหนดเป้าหมายค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ต้นปี 2570
- เดินหน้าโครงการ "แลนด์บริดจ์" ชุมพร-ระนอง มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท โดยรัฐจะให้สัมปทานที่ดินเพื่อดึงดูดนักลงทุนและเตรียมเปิดประมูลภายในปีนี้
- ผลักดันนโยบายขนส่งพลังงานสะอาด (Green Transport) ผ่านการเช่ารถโดยสารไฟฟ้าของ ขสมก. และส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub)
ล่าสุดวันนี้ (11 มิถุนายน 2569) ครบกำหนดผลการดำเนินงานครบรอบ 2 เดือนของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นการบริหารงานที่ต้องเผชิญกับโจทย์หินทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างวิกฤตพลังงานโลกและปัจจัยภายในจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2 ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งงานให้ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการคุมเข้มทุกมิติอย่างชัดเจน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้ลงนามแบ่งมอบอำนาจหน้าที่การกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้เกิดการทำงานเชิงบูรณาการและสร้างตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน
ดัน 'ตั๋วร่วม' สูตรค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท
ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นการบริหารจัดการงบประมาณประจำปี 2569 วงเงินรวมกว่า 265,406 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนกว่า 2.34 แสนล้านบาท ถูกมุ่งเน้นไปที่รายจ่ายด้านการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเตรียมกรอบงบประมาณปี 2570 วงเงินเกือบ 4 แสนล้านบาท ที่มีนโยบายเน้นการซ่อมบำรุงรักษาเส้นทางเดิมมากกว่าการทุ่มงบสร้างใหม่ เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
ไม่เพียงเท่านั้นในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่าผลงานที่โดดเด่นในระบบราง คือ การเร่งรัดนโยบายอัตราค่าโดยสารร่วมหรือระบบตั๋วร่วม เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในเขตเมือง โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ผลักดันเป้าหมายค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจัดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
ขับเคลื่อนนโยบาย Single Ownership
แม้การพิจารณาในที่ประชุม ครม. เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา จะถูกเลื่อนออกไปเพื่อรอความคิดเห็นเพิ่มเติม แต่กระทรวงยังคงยืนยันว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้จริงภายในต้นปี 2570 เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนนโยบาย Single Ownership โดยเตรียมโอนสิทธิรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง และสายสีแดงมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. เพื่อให้การบริหารจัดการรายได้และการเดินรถมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โดยกระทรวงยังคงยืนยันในหลักการไม่แก้สัญญาเพื่อเอื้อเอกชน แต่ให้เอกชนกลับไปพิจารณาสัญญาเดิมก่อนหน้านี้และหารือร่วมกับสถาบันทางการเงินว่าสามารถทำได้หรือไม่
ชูธง Green Transport เช่ารถเมล์อีวี
ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคม ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายพิพัฒน์ได้วางนโยบายผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือไฮบริด พร้อมสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานรัฐเพื่อประหยัดพลังงาน โดยหัวใจสำคัญคือการปฏิรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ยังมีภาระหนี้สินและขาดทุนอย่าง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ให้กลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ผลักดันนโยบายการเช่ารถโดยสารไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาทของขสมก.เข้ามาทดแทนรถเมล์เดิมที่มีสภาพเก่าและสร้างมลพิษ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาวและช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน ส่วนบขส.มีแผนจัดหารถโดยสารใหม่จำนวน 311 คัน วงเงินรวม 3,018 ล้านบาท ในรูปแบบเช่าดำเนินการพร้อมซ่อมบำรุง ระยะเวลา 5 ปี โดยมีบริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล เพื่อนำมาทดแทนรถเก่าที่เตรียมปลดระวางจำนวน 157 คัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างทยอยรับมอบรถให้ครบและนำมาให้บริการต่อไป
เดิมพันเฉียด 1 ล้านล้าน ลุย 'แลนด์บริดจ์'
ด้านโครงการเรือธงอย่าง แลนด์บริดจ์ (Landbridge) ที่เชื่อม 2 ท่าเรือชุมพร-ระนอง มูลค่าการลงทุน9.97 แสนล้านบาท ซึ่งเดิมพันสำคัญของรัฐบาลที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์จากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ย้ำชัดว่ารัฐบาลจะไม่ควักกระเป๋าลงทุนเองแต่จะให้สัมปทานที่ดินล่อใจนักลงทุน โดยมีแผนจะเริ่มเปิดประมูลภายในปีนี้
อย่างไรก็ตามโครงการนี้กำลังเผชิญกับแรงต้านทานอย่างหนักจากภาคประชาชนและนักวิชาการ โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569 มีผู้ลงชื่อคัดค้านแลนด์บริดจ์และร่าง พ.ร.บ. SEC แล้วกว่า 1.24 แสนรายชื่อ เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิทธิชุมชน และความไม่คุ้มค่าในการลงทุนที่ทางสภาพัฒน์ฯ เคยตั้งข้อสังเกตไว้
ปั้นไทยสู่ Aviation Hub หนุน Seaplane
ขณะที่การขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ได้รับการผลักดันผ่านนโยบายที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานและเร่งรัดการเปิดให้บริการเครื่องบินน้ำ (Seaplane) นำร่องเส้นทางกระบี่-ภูเก็ต ให้สำเร็จภายในปี 2569 นี้ เพื่อยกระดับการเดินทางท่องเที่ยวฝั่งอันดามันอย่างไร้รอยต่อและต่อยอดเศรษฐกิจทางทะเล
นอกจากนี้ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา กรมท่าอากาศยานยังได้ประกาศลดค่าบริการลงจอดและที่เก็บอากาศยานลง 50% เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อจูงใจสายการบินและฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาค อีกทั้งยังมีการติดตั้งระบบเครื่องช่วยเดินอากาศ ILS เพื่อเสริมความปลอดภัยที่สนามบินขอนแก่นซึ่งล่าช้ามากว่า 10 ปี
ดันศึกษา 8 รถไฟฟ้าสายใหม่
ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคม ยังเร่งผลักดันศึกษาโครงการโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (พื้นที่ต่อเนื่อง) ระยะที่ 2 (M-MAP 2) ของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เพื่อทบทวนความเหมาะสมของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางราง รวมถึงแต่ละเส้นทางและรูปแบบการพัฒนาโครงการที่ได้กำหนดไว้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งนำร่อง 2 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง รังสิต - ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,473 ล้านบาท
2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 15,176 ล้านบาท ปัจจุบันเอกชนเตรียมดำเนินการเข้าพื้นที่เริ่มก่อสร้างแล้ว 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล แคราย - ลำสาลี (บึงกุ่ม) วงเงิน 41,721 ล้านบาท ปัจจุบันการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อยู่ระหว่างหาข้อสรุปการออกแบบและก่อสร้างโครงการฯ ร่วมกับโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ระยะต่อไปเตรียมความพร้อมผลักดันอีก 5 โครงการ ก่อนดำเนินการภายในปี 2572 วงเงินรวม 178,747 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ – หัวลำโพง วงเงิน 25,505 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สนามกีฬาแห่งชาติ – ยศเส วงเงิน 3,489 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา วัชรพล – ทองหล่อ วงเงิน 27,853 ล้านบาท 4.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว บางหว้า – ตลิ่งชัน วงเงิน 14,863 ล้านบาท 5.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง วงเวียนใหญ่ – บางบอน วงเงิน 63,110 ล้านบาท และ6.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา – สุวรรณภูมิ วงเงิน 43,927 ล้านบาท







