
‘พิพัฒน์’ ดัน ‘บิ๊กโปรเจ็กต์ภาคใต้-แลนด์บริดจ์’ เดินสายโรดโชว์ทั่วโลก
‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ถกสภาพัฒน์ ดันแลนด์บริดจ์ควบบิ๊กโปรเจ็กต์ลงทุนภาคใต้ รับเขตเศรษฐกิจ SEC หวังอัปสิทธิประโยชน์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันไทย เตรียมลงพื้นที่ระนอง-ชุมพร พ.ค.นี้ ฟังเสียงชาวบ้านครั้งแรกในยุครัฐบาลนี้ ก่อนเดินสายโรดโชว์ทั่วโลก ดันแลนด์บริดจ์ ขึ้นแท่นโครงการเรือธง
KEY
POINTS
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ โดยจะเสนอควบคู่ไปกับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อดึงดูดการลงทุน
- มีกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพรในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนในพื้นที่โดยตรง
- หลังจากการลงพื้นที่ จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนเดินสายโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนจากต่างชาติ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า ขณะนี้ได้หารือร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เพื่อผลักดันโครงการลงทุนอื่นๆในภาคใต้ที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย ครอบคลุมทั้ง 4 จังหวัด (ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับสิทธิประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุน
“มองว่าโครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเส้นทางขนส่งเชื่อม 2 มหาสมุทร คือ อ่าวไทย และอันดามัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดินเรือเพียงจุดเดียว โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์โลก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าโลก จากเดิมแนวคิดการพัฒนาโครงการลักษณะนี้ เช่น คลองไทย ได้ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงฯมีกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ เพื่อพบปะและรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความเข้าใจและเปิดโอกาสให้เจ้าของพื้นที่ได้สะท้อนมุมมองโดยตรง
ขณะเดียวกันการลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของตน ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แม้ที่ผ่านมาจะเคยมีการรับฟังความคิดเห็นมาแล้วหลายครั้งในหลายรัฐบาล ตั้งแต่ยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่บริบทของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในแต่ละยุคมีความแตกต่างกัน
สำหรับเสียงสะท้อนคัดค้านจากคนในพื้นที่ นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการ แต่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้น ภาครัฐมีหน้าที่ต้องเข้าไปชี้แจงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติในระยะยาว โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งใหม่ ที่เชื่อมต่อสองมหาสมุทร ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือหลักเพียงเส้นทางเดียว โดยเฉพาะในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความตึงเครียดสูง
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนขั้นตอนการดำเนินงานหลังจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ทั้งหมด มารวบรวมและจัดทำรายละเอียดให้มีความสมบูรณ์ที่สุด ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งผลกระทบทางสังคม รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็วที่สุดต่อไป จากนั้นจะเดินสายพบปะเชิญชวนนักลงทุน และนำเสนอรายละเอียดโครงการ (โรดโชว์) จากทั่วทุกภูมิภาคของโลก เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมาร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ถือเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาล
อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายจะเกิดในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมผลการศึกษาและข้อมูลเชิงลึก ก่อนนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ






