
รื้อกฎหมาย ดึงเงิน TFF สร้างมอเตอร์เวย์นครปฐม 5.4 หมื่นล้านบาท
กรมทางหลวง อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางฉบับใหม่ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่มีมานานกว่า 70 ปี สอดรับกับการพัฒนาระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและลดภาระหนี้สาธารณะ
KEY
POINTS
- กรมทางหลวงเตรียมแก้ไขกฎหมายค่าธรรมเนียมผ่านทาง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดทางให้สามารถระดมทุนจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ได้
- มีแผนนำร่องใช้เงินทุนจาก TFF กับโครงการมอเตอร์เวย์สาย M8 (นครปฐม-ปากท่อ) ซึ่งมีวงเงินลงทุนรวมกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท เพื่อลดภาระงบประมาณและเร่งรัดโครงการ
- สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายคือการยกสถานะ "เงินกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง" ให้เป็นนิติบุคคล เพื่อให้สามารถทำสัญญากับ TFF และนำรายได้ในอนาคตมาใช้ลงทุนได้ทันที
- หากกฎหมายผ่าน คาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ในปี 2570 เริ่มก่อสร้างในปี 2571 และเปิดให้บริการได้ภายในปี 2576
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) นั้น ปัจจุบันกรมทางหลวงมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทำให้กรมฯ มีความจำเป็นขอปรับปรุงพระราชบัญญัติกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. ….. ฉบับใหม่ เพื่อให้มีความคล่องตัวในการนำเงินทุนไปใช้ในโครงการลงทุนอื่นๆ ได้สะดวกมากขึ้น
ขณะเดียวกันกรมทางหลวงเตรียมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อนำร่างกฎหมายกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. ….. ฉบับใหม่ ที่เคยจัดทำไว้ในปี 2562 มาปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีรายละเอียดค่อนข้างมากและมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเบรกไว้ก่อน
ทั้งนี้คาดว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะใช้เวลาปรับปรุงประมาณ 3-6 เดือน ก่อนเสนอต่อรัฐบาลใหม่และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากขั้นตอนกฎหมายแล้วเสร็จ สามารถระดมทุนจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ได้ในปี 2570
นายปิยพงษ์ กล่าวว่า กรมฯ มีความพร้อมนำร่องโครงการลงทุนผ่านการระดมทุนผ่านกองทุน TFF คือ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สาย M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ วงเงินลงทุนรวม 54,562 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 14,400 ล้านบาท และงานโยธากว่า 41,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันตามแผนการก่อสร้างแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ตลาดจินดา และระยะที่ 2 ช่วงตลาดจินดา-ปากท่อ หากกฎหมายใหม่ผ่านการพิจารณา โดยกรมฯ จะปรับแผนจากการขอใช้งบประมาณแผ่นดินมาเป็นการระดมทุนผ่านกองทุน TFF แทนเพื่อลดภาระงบประมาณ ทำให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น สอดรับกับแผนการก่อสร้างโยธาองมอเตอร์เวย์สายนี้ ที่จะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2571 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4-5 ปี ก่อนเปิดให้บริการแก่ประชาชนในปี 2576
สำหรับแนวทางหลักในการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงร่างพ.ร.บ. ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนกฎหมายเดิม เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยชี้ว่าการแก้ไขเพียงบางมาตราอาจไม่เพียงพอ
นายปิยพงษ์ กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายใหม่จะมุ่งเน้นการยกฐานะเงินกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางให้เป็นนิติบุคคล เพื่อให้สามารถทำสัญญาร่วมกับกองทุน TFF และขยายวัตถุประสงค์การใช้เงินให้สามารถนำรายได้ในอนาคตไประดมทุนมาสร้างโครงการก่อนได้ทันที แทนการรอสะสมเงินรายได้ ซึ่งปัจจุบันกรมฯ มีรายได้สะสมจากทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ช่วงบางปะอิน-บางพลี รวมประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี
ที่ผ่านมาเดิมตามพระราชบัญญัติกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ.2497 กำหนดให้ใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางเพื่อนำไปจ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้เฉพาะกับทางหลวงและสะพานที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เพียง 4 วัตถุประสงค์หลักเท่านั้น ประกอบด้วย
1. การก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงและสะพาน 2.งานส่วนที่เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียม 3. การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ทางหลวงและสะพาน 4. การชดใช้เงินกู้ในการก่อสร้างและขยายทางหลวงและสะพาน
นอกจากนี้สถานะของพ.ร.บ.ค่าธรรมเนียมผ่านทางฯ ในปัจจุบันเป็นเพียงบัญชีเงินฝาก ซึ่งไม่ได้มีสภาพเป็นนิติบุคคล ทำให้ไม่สามารถนำเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางไปใช้จ่ายก่อนส่งเข้าบัญชีเงินฝากหรือทำนิติกรรมและสัญญาผูกพันกับกองทุน TFF เพื่อระดมทุนนำเงินก้อนใหญ่มาลงทุนโครงการใหม่ได้ทันที
เช่นเดียวกับรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เตรียมเดินหน้าผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 โดยเล็งนำรายได้จากโครงการรัฐวิสาหกิจคุณภาพสูง เช่น โซลาร์เซลล์ลอยนํ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมาแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า เหตุผลสำคัญในการเลือกใช้ TFF คือการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ที่มีข้อจำกัดด้านเพดานหนี้ เนื่องจากเงินที่ระดมทุนผ่านกองทุนนี้จะไม่ถูกนับเป็นหนี้ของรัฐบาล แต่เป็นการนำรายได้ในอนาคตมาแปลงเป็นทุนปัจจุบัน (Asset Monetization) ช่วยให้รัฐสามารถขยายการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินที่ต้องนำไปใช้สวัสดิการด้านอื่น
อย่างไรก็ดีนอกจากรัฐวิสาหกิจที่มีสภาพคล่องสูงขึ้นในการเปิดประมูลงานใหม่แล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุจะได้รับอานิสงส์จากการเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลที่สมํ่าเสมอและมีความผันผวนตํ่า
นอกจากนี้ยังช่วยปลดล็อกการลงทุน (Fast Pass) เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงมือทำจริงมูลค่ากว่า 470,000 ล้านบาท สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยรัฐบาลจะออกโครงการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาติดขัดเรื่องนํ้า, ไฟ, และใบอนุญาตอย่างเร่งด่วน โดยใช้ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก เพื่อให้การอนุมัติเป็นไปอย่างรวดเร็ว
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 - 4 เมษายน พ.ศ. 2569







