
กรมขนส่งทางราง ถกญี่ปุ่น ยกเครื่องรื้อระบบซ่อมบำรุง ‘รถไฟสายสีแดง’
‘กรมขนส่งทางราง’ ถกกระทรวงคมนาคมญี่ปุ่น เตรียมความพร้อมรับ พ.ร.บ.รางฯ ดีเดย์บังคับใช้ 27 มี.ค.นี้ ฝ่ายญี่ปุ่นชงรื้อระบบซ่อมบำรุง พร้อมโชว์เทคโนโลยีวัดความหนาแน่นผู้โดยสาร แก้โจทย์รถไฟฟ้าแออัดช่วงพีค
KEY
POINTS
- ญี่ปุ่นเสนอใช้มาตรฐานซ่อมบำรุงของ JR West กับรถไฟสายสีแดง เพื่อลดความซับซ้อนและลดภาระงานลง 22% พร้อมตั้งเป้าให้ไทยสามารถซ่อมบำรุงใหญ่ (Overhaul) ได้เองภายในปี 2573
- หารือแนวทางแก้ไขปัญหาความหนาแน่นของผู้โดยสาร โดยญี่ปุ่นเสนอให้ใช้เทคโนโลยีตรวจวัดความหนาแน่น เพื่อควบคุมให้ผู้โดยสารรอรถไม่เกิน 1 ขบวนในช่วงเวลาเร่งด่วน
- เน้นย้ำการซ่อมบำรุงชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น โครงโบกี้และเพลาล้อ ซึ่งต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะความชำนาญสูงเพื่อรักษามาตรฐานสูงสุด
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทนกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่นว่า สำหรับการซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงนั้น
ทั้งนี้ฝ่ายญี่ปุ่นได้นำเสนอรายงานการเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงโดยใช้มาตรฐานของ JR West ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของประเภทการตรวจเช็ก ซึ่งจะช่วยลดภาระงานลงได้ 22% โดยปรับรอบการซ่อมบำรุงตามระยะทางทุก 5 ปี และตามระยะเวลาทุก 10 ปี
ขณะเดียวกันมีเป้าหมายให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สามารถดำเนินการซ่อมบำรุงใหญ่ (Overhaul Maintenance) ได้ในปี 2573
สำหรับงานซ่อมบำรุงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบรอยร้าวโครงโบกี้ เพลาล้อ และชุดขับเคลื่อน จะต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะความชำนาญสูงเพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า การพัฒนาระบบรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแผนแม่บท ระยะที่ 2 ที่ประชุมได้หารือแนวทางแก้ปัญหาความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถ
นอกจากนี้ฝ่ายญี่ปุ่นเสนอให้นำเทคโนโลยีการตรวจวัดความหนาแน่นแบบผสมผสานทั้งการตรวจสอบด้วยสายตาและการใช้ข้อมูลน้ำหนักบรรทุกรายขบวน พร้อมกำหนดเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารไม่ให้หนาแน่นเกินไปและรอไม่เกิน 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเร่งด่วน
สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 กรมการขนส่งทางราง ได้รายงานความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรอง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งครอบคลุมถึงมาตรฐานขบวนรถ
ขณะเดียวกันยังรวมถึงการกำหนดเพดานอัตราค่าโดยสารสูงสุด หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ e-License R เพื่อให้พนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ควบคุมรถแสดงใบอนุญาตในรูปแบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันมือถือ
“การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569” นายพิเชฐ กล่าว
อย่างไรก็ดีข้อเสนอแนะจากฝ่ายญี่ปุ่นจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนแผนแม่บทระบบรางให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัย ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน






