thansettakij
thansettakij
‘บอร์ดอีอีซี’ ยกเลิกประชุม รอรัฐบาลใหม่สานต่อโครงการค้างท่อ

‘บอร์ดอีอีซี’ ยกเลิกประชุม รอรัฐบาลใหม่สานต่อโครงการค้างท่อ

25 ก.พ. 2569 | 03:39 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.พ. 2569 | 03:47 น.

‘บอร์ดอีอีซี’ ล่ม หลัง ‘พิพัฒน์’ สั่งเบรกกะทันหัน อ้างวาระโครงการค้างท่อผูกพันงบประมาณ ยันจุดยืนชัด ไม่เห็นด้วยปมแก้สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูง 2.24 แสนล้าน ชี้ไม่ควรใช้โควิดเป็นข้ออ้าง พร้อมสั่งเคลียร์ปมเทคนิคถมทะเลท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 หลังส่งมอบพื้นที่ล่าช้า

KEY

POINTS

  • บอร์ดอีอีซียกเลิกการประชุมกะทันหัน เพื่อรอให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณาโครงการต่างๆ ที่มีผลผูกพันด้านงบประมาณ
  • วาระสำคัญที่ถูกเลื่อนออกไปคือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, เมืองใหม่อัจฉริยะ (EECiti) และท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3
  • โครงการรถไฟความเร็วสูงยังติดปัญหาเรื่องการขอแก้ไขสัญญาของเอกชน ส่วนท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 มีปัญหาทางเทคนิคเรื่องการถมทะเล ทำให้ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า รัฐบาลได้แจ้งยกเลิกการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) ออกไปไม่มีกำหนด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการแจ้งว่านายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้นัดประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

แหล่งข่าว กล่าวว่า เหตุผลเบื้องต้นที่ยกเลิกการประชุม เนื่องจากวาระที่เสนอเข้ามาวันนี้มีหลายเรื่องที่อาจมีผลผูกพันกับรัฐบาลต่อไป โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจยกเลิกการประชุมออกไปก่อน และให้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เตรียมความพร้อมไว้เสนอรัฐบาลต่อไป

สำหรับวาระการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงการสำคัญ 

1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ที่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องการแก้ไขสัญญาโครงการฯ โดยนายพิพัฒน์ได้ออกมายืนยันไม่เห็นด้วยในการแก้ไขสัญญาในครั้งนี้ เพราะกังวลจะถูกเอกชนรายที่สองที่ชนะการประมูลฟ้องร้องได้
 

นอกจากนี้ประเด็นที่เอกชนเสนอมาเพื่อแก้ไขสัญญาอ้างผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้จำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามประมาณการเดิมนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวของไทยเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง จึงไม่ควรใช้สถานการณ์โควิดเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญา

2.แผนพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ของอีอีซีบนพื้นที่ 15,000 ไร่ 1.34 ล้านล้านบาท โดยแผนแม่บทในการดึงดูดการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่

ทั้งนี้ประกอบด้วย สวนสนุกระดับโลกที่มีสเกลทัดเทียมกับสวนสนุกชั้นนำของโลก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ที่ได้มาตรฐานสากลและศูนย์จัดแสดงสินค้า และการประชุมที่ตั้งเป้าหมายให้เป็นฮับการจัดงานที่ใหญ่และทันสมัยระดับโลก

3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (เฟส 3) มูลค่า 84,361 ล้านบาท โดยมีคู่สัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กับ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล (GPC) ซึ่งมีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 

ที่ผ่านมากทท.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ GPC ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 และ F2 จากเดิมกำหนดจะส่งมอบพื้นที่ในปลายปี 2568 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบการตีความในสัญญาด้านเทคนิคของการถมทะเลที่กำหนดในสัญญาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีการร่วมตรวจสอบเทคนิคของงานถมทะเลเพิ่มเติม พบว่า การตีความระหว่าง 2 สัญญาไม่ตรงกัน 

สำหรับสัญญาที่ กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ถมทะเล ระบุไว้ในสัญญาว่าการถมทะเล หากมีการทรุดตัวในระยะเวลา 30 ปี ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร

นอกจากนี้สัญญาร่วมลงทุนระหว่าง กทท.กับ GPC กำหนดเรื่องความหนาแน่นของวัสดุ อาทิ ทราย ต้องอัดแน่นและแข็งแรง ทำให้ต้องมีการร่วมตรวจสอบงานถมทะเลและเจรจารายละเอียดร่วมกัน ระหว่าง กทท. GPC และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  (สกพอ.) เพื่อหาข้อสรุปต่อไป