13 บิ๊กโปรเจกต์ลงทุนคมนาคม ค้างท่อ 3.4 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่

13 ม.ค. 2569 | 22:00 น.

13 บิ๊กโปรเจกต์ลงทุนด้านคมนาคม มูลค่า 3.4 แสนล้านบาท สะดุดหลังยุบสภา รอลุ้นรัฐบาลใหม่สานต่อ ฝากความหวังเครื่องจักรประคองเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม 13 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3.4 แสนล้านบาท ต้องหยุดชะงักเพื่อรอการพิจารณาอนุมัติจากรัฐบาลชุดใหม่
  • โครงการที่ค้างท่อประกอบด้วยการก่อสร้างทางพิเศษ มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และการพัฒนาท่าอากาศยานสำคัญหลายแห่ง เช่น ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต
  • ความล่าช้าส่งผลกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนโครงการสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ และสร้างความไม่แน่นอนต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

จากการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถือเป็นการปิดฉากการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้อย่างรวดเร็ว หลังดำรงตำแหน่งได้เพียงประมาณ 3 เดือนเท่านั้น โดยภายหลังการยุบสภา ประเทศเข้าสู่โหมด “รัฐบาลรักษาการ” ส่งผลกระทบถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมหลายโครงการที่ถูกชะลอการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรอรัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณา 

 เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ต้องถูกชะลอ กลับมาได้รับการสานต่อจากรัฐบาลใหม่ โครงการเหล่านี้ถูกคาดหวังว่าจะเป็น “หัวรถจักร” สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ หากสามารถได้รับการอนุมัติและเริ่มดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

 ปัจจุบันการผลักดันโครงการค้างท่อเหล่านี้เข้าสู่การปฏิบัติจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งจะช่วยลดการว่างงานและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง นอกจากนี้โครงการภาครัฐยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน ทั้งจากภาคเอกชนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อาทิ โลจิสติกส์ อสังหา ริมทรัพย์ และการผลิต
 

ที่สำคัญโครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการลดต้นทุนและเวลาในการขนส่งและเดินทาง ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคต่างๆ ลดความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามจากความล่าช้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้สร้างต้นทุนที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น จากภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณมากขึ้นกว่าแผนเดิม นอกจากนี้ยังเกิดโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญหาย ที่ประเทศไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากประสิทธิภาพที่ควรจะได้รับได้ทันท่วงที รวมถึงความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมที่อยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาพิจารณาเห็นชอบเพื่อให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จำนวน 13 โครงการ วงเงิน 343,942 ล้านบาท ประกอบด้วย 

1.โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันออก วงเงิน 13,665 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคม เสนอเรื่องต่อครม.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักเลขาธิการ ครม.ประมวลเรื่องบรรจุเป็นวาระครม.

2. โครงการทางพิเศษ สายศรีนครินทร์ -ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,811 ล้านบาท ปัจจุบันการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอเรื่องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาสอบถามความเห็นเพิ่มเติม 

3.โครงการทางพิเศษ จ.ภูเก็ต ช่วงเมืองใหม่- เกาะแก้ว-กะทู้ วงเงิน 46,751 ล้านบาท ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างประมวลเรื่องเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณา  ก่อนถามความเห็นหน่วยงานและเสนอต่อ ครม.เห็นชอบ

13 บิ๊กโปรเจกต์ลงทุนคมนาคม ค้างท่อ 3.4 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่

 4.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับบางปะอิน (Junction) เชื่อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) กับถนนทางหลวงหมายเลข 32 วงเงิน 5,550 ล้านบาท 

5.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับ (Junction) เชื่อมกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) หรือ M9 วงเงิน 4,101 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าว กรมทางหลวง (ทล.) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอเรื่องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาเพื่อถามความเห็นหน่วยงานก่อนเสนอต่อครม.ต่อไป
 
6. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายนครปฐม-ชะอำ (M8) ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ วงเงิน 61,154 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ,สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง จัดทำความเห็นเพื่อส่งให้กระทรวงคมนาคมต่อไป  

 7. โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 29,099 ล้านบาท  8.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ -สงขลา วงเงิน 64,578 ล้านบาท 9.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2  ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,574 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการนี้อยู่ระหว่างสำนักเลขาธิการ ครม.ประมวลเรื่องบรรจุเป็นวาระครม.

 10. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 36,830 ล้านบาท  11. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1  วงเงิน 24,000 ล้านบาท 12.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2  วงเงิน 16,000 ล้านบาท ปัจจุบันทั้ง 3 โครงการฯนี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมเห็นชอบและสอบถามความเห็นหน่วยงานต่อไป  

 13. โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 13,829 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ทางกระทรวงคมนาคมได้ขอความเห็นหน่วยงานแล้ว ซึ่งได้รับความเห็นจากสศช.และสำนักงบประมาณแล้ว อยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังจัดทำความเห็นส่งให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา
 
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของ ครม. ชุดใหม่ในการอนุมัติและเร่งรัดกระบวนการของโครงการเหล่านี้อย่างโปร่งใส จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และเปลี่ยนโครงการค้างท่อให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจ ที่ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพโดยเร็วที่สุด 

หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,166 วันที่ 15 -17 มกราคม พ.ศ. 2569