KEY
POINTS
ปัจจุบัน“กรมการขนส่งทางบก” ได้ปรับปรุงร่างกฎหมายเกี่ยวกับรถสาธารณะ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะโดยรวม ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมในหลายมิติ เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะที่เข้มแข็งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะเดียวกันกฎหมายที่ล้าสมัยหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เทคโนโลยี นวัตกรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Disruption)
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) นั้น จากการทำงานในช่วงที่ผ่านมาในรัฐบาลของนายอนุทินที่มีอายุไม่ถึง 4 เดือน
หลังจากมีการประกาศยุบสภาแล้ว มองว่าตนเข้ามาช่วยผลักดันให้โครงการต่างๆและการปรับปรุงระเบียบกฎหมายให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลใหม่สามารถสานต่อได้ทันที
ในส่วนของกรมขนส่งทางบกนั้น มีแนวคิดที่จะปรับปรุงกฎกระทรวง 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกเป็นการปรับปรุงร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์ และของรถที่จะรับจดทะเบียนเป็นรถประเภทต่าง ๆ พ.ศ. 2548 (ฉบับแก้ไข)
ตามแผนได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการสรุปความเห็นเพื่อส่งกลับไปยังกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
ที่ผ่านมาพบว่ากฎหมายเดิมกำหนดขีดจำกัดกำลังเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์สาธารณะ (รถป้ายเหลือง) ไว้ไม่เกิน 125 ซีซี ซึ่งไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ในปัจจุบัน
เพราะตามมาตรฐานการออกรถจักรยานยนต์ใหม่ มักกำหนดขนาดกำลังของเครื่องยนต์ 150 ซีซีขึ้นไป ทำให้รถจักรยานยนต์ที่ใช้กำลังของเครื่องยนต์เกินกว่า 125 ซีซี ไม่สามารถนำมาวิ่งรับจ้างสาธารณะ เช่น ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆได้อย่างถูกกฎหมาย
“แนวคิดใหม่ต้องการปรับกำลังเครื่องยนต์ที่อนุญาตให้ใช้เป็นรถสาธารณะไม่เกิน 250 ซีซี เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของรถส่วนตัวสามารถนำรถที่มีอยู่มาทำมาหากินได้อย่างถูกกฎหมาย รวมถึงเพิ่มสมรรถนะและความปลอดภัยของรถให้สามารถทรงตัวดีขึ้น เหมาะกับสภาพถนน เช่น ขึ้นเนิน สามารถรองรับผู้โดยสารทุกรูปร่าง” นางสาวมัลลิกา กล่าว
สำหรับสถิติจำนวนรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนสะสมแยกตามความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 51-250 ซีซี ในปัจจุบันรวม 23 ล้านคัน ดังนี้ 1.รถจักรยานยนต์ 51-110 ซีซี จำนวน 11 ล้านคัน 2.รถจักรยานยนต์ 111-125 ซีซี จำนวน 7.7 ล้านคัน
3.รถจักรยานยนต์ 126-150 ซีซี จำนวน 1.06 ล้านคัน 4.รถจักรยานยนต์ 151-160 ซีซี จำนวน 1.5 ล้านคัน 5.รถจักรยานยนต์ 161-170 ซีซี จำนวน 23,544 คัน
6.รถจักรยานยนต์ 171-180 ซีซี จำนวน 10,722 ล้านคัน 7.รถจักรยานยนต์ 181-190 ซีซี จำนวน 4,387 ล้านคัน 8.รถจักรยานยนต์ 191-200 ซีซี จำนวน 60,020 ล้านคัน
9.รถจักรยานยนต์ 201-250 ซีซี จำนวน 70,179 ล้านคัน และ 10.รถจักรยานยนต์มากกว่า 250 ซีซี จำนวน 7.8 แสนคัน
นางสาวมัลลิกา ให้สัมภาษณ์ต่อว่า ขณะที่กฎหมายที่สองเป็นการปรับปรุงร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี พ.ศ. ....เพื่อส่งเสริมและรณรงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าและลดมลพิษทางอากาศ
ปัจจุบันพบว่ารถอีวีมีภาษีถูกกว่ารถยนต์สันดาป ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนเสนอไปยังกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป
สำหรับแนวคิดการออกป้ายทะเบียนแยกประเภทสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้แตกต่างจากรถยนต์สันดาป โดยเฉพาะในกรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
เช่น เจ้าหน้าที่กู้ภัย จะทราบทันทีว่าเป็นรถอีวี สามารถดูแลแบตเตอรี่และกระบวนการกู้ภัยได้อย่างถูกต้อง ปัจจุบันมีรถอีวีที่จดทะเบียนสะสมมีประมาณ 350,000 คัน จากรถยนต์สันดาปที่จดทะเบียนทั้งหมด 44 ล้านคัน
ทั้งนี้การปรับปรุงกฎหมายป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นมาตรการที่เน้นความปลอดภัยในมิติใหม่ของการขนส่ง การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นไปตามหลักการที่ว่ากฎหมายต้องอำนวยความสะดวกและยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้กรมขนส่งทางบก (ขบ.) ยังมีการจดทะเบียนรถใหม่ด้วยระบบออนไลน์ เพื่อลดปัญหาทะเบียนป้ายแดงปลอม
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการจดทะเบียนรถใหม่ต้องใช้เวลาดำเนินการนาน ทำให้การใช้ทะเบียนรถป้ายแดง มีข้อจำกัดในการใช้งานที่สามารถใช้งานได้ 30 วัน และมักถูกใช้เป็นช่องทางในการเลี่ยงภาษี
ที่ผ่านมากรมฯได้มีการหารือกับไฟแนนซ์แล้ว เพื่อให้ดีลเลอร์สามารถส่งเอกสารผ่านระบบออนไลน์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้สามารถออกป้ายทะเบียนรถ (ป้ายขาว/ดำ) ได้ทันทีเมื่อซื้อรถ
โดยแนวคิดใหม่ กรมฯ อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาระบบจดทะเบียนออนไลน์ คาดว่าจะดำเนินการเป็นรูปธรรมได้ภายในปี 2570
อย่างไรก็ดีการพัฒนาระบบจดทะเบียนรถออนไลน์ให้เป็นรูปธรรมภายในปี 2570 นั้นจะช่วยให้ดีลเลอร์และไฟแนนซ์ลดขั้นตอนด้านเอกสาร
ทำให้ผู้ซื้อรถได้รับป้ายจริงได้เร็วขึ้นมาก ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการใช้ป้ายแดงผิดประเภทและเกินกำหนดเวลา ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้รัฐเสียโอกาสในการจัดเก็บภาษีและควบคุมการจราจร
การปรับปรุงกฎกระทรวงทั้งสองฉบับถือเป็นการดำเนินการเชิงรุก หากสามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมได้จะช่วยแก้ปัญหาที่สะสมมานานและไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและเทคโนโลยีปัจจุบัน
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 -3 มกราคม พ.ศ. 2569