
เตือน อย่ารีบร้อนเปิดคอมเพล็กซ์ ยก "สิงคโปร์-ญี่ปุ่น" รอตกผลึก 10-20 ปี
"มูลนิธิหยุดพนัน" ย้ำรัฐบาลต้องรอบคอบ อย่าเร่งผ่านกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ชี้ทุกประเทศประสบความสำเร็จใช้เวลานานศึกษา แก้คอร์รัปชัน-ฟังประชาชนก่อนเปิด
นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน แสดงความกังวลอย่างหนักต่อกระบวนการผลักดันพระราชบัญญัติเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของรัฐบาล ในเวทีเสวนาวิชาการภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประจำปี 2568 หัวข้อ "Entertainment Complex ทางหลายแพร่ง" วันที่ 19 พ.ค. 68 พร้อมชี้ว่ารัฐบาลกำลัง "กลับหัวกลับหาง" ด้วยการเริ่มจากการออกกฎหมายก่อนศึกษาผลกระทบให้ครบถ้วนและชัดเจน
นายธนากร ระบุว่า การที่จะสร้างตึกสักหลังหนึ่งเปรียบเสมือนต้องวางแผนให้ดี ต้องชัดเจนในจินตนาการก่อนว่าต้องการสร้างตึกแบบไหน มีวัตถุประสงค์อะไร ศึกษาความเป็นไปได้ รับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสีย และถึงค่อยออกแบบกฎหมายที่จะมารองรับ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำกลับเป็นการทำกลับหัวกลับหางไปหมด
เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนันเปรียบเปรยโครงการเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ว่าเป็น "ซาลาเปาคอมเพล็กซ์" โดยที่ไส้ข้างในคือกาสิโนซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการทำจริงๆ แต่ใช้แป้งภายนอกซึ่งเป็นส่วนอื่นๆ ของเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มาห่อหุ้ม ทั้งที่ถ้าต้องการโชว์ชัดจริงๆ พ.ร.บ. นี้ต้องถูกตั้งชื่อว่า พ.ร.บ. กาสิโน แต่เมื่อรู้ว่าถ้าชูเรื่องกาสิโนจะมีแรงต้านมาก จึงพยายามบอกว่าเป็นเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
นายธนากร ยังชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะอ้างว่ายึดโมเดลจากสิงคโปร์ แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยกำลังเดินเพียงครึ่งทาง สิงคโปร์มีเสารองรับ 3 เสา ได้แก่ 1.หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) 2.หน่วยงานดูแลผลกระทบ และ 3.กองทุนแก้ไขปัญหา แต่กฎหมายของเรามีเพียงเสาค้ำยันเดียวคือ Regulator ซึ่งทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแลและออกใบอนุญาต โดยขาดทั้งหน่วยงานดูแลผลกระทบและกองทุน
"ซาลาเปาคอมเพล็กซ์ ของไทยมีสัดส่วนกาสิโนใหญ่กว่าสิงคโปร์มาก ไส้ของเราใหญ่กว่าสิงคโปร์ 3 เท่า ในขณะที่สิงคโปร์มีพื้นที่กาสิโนเพียง 3% แต่ของเรามีถึง 10% ตามที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นเสียงตกร่อง"
นายธนากร ยังตั้งคำถาม ถึงความชัดเจนของรัฐบาลในการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ "รัฐบาลตอบได้ชัดหรือยังว่าทำเพื่ออะไรกันแน่ เดี๋ยวบอกว่าจะทำเป็น Man-made Destination ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งถ้าทำเพื่อนักท่องเที่ยว ก็ควรกีดกันคนไทยไม่ให้เข้าเล่น แต่พอกฤษฎีกาเสนอให้เก็บค่าเข้าแพงๆ หรือกำหนดให้มีเงินฝาก 50 ล้านถึงจะเล่นได้ รัฐบาลก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้คิดอย่างนั้น
เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ยังชี้ให้เห็นความไม่พร้อมของไทยในการเปิดกาสิโน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากปัญหาคอร์รัปชัน เราจะสร้างซาลาเปาคอมเพล็กซ์บนพื้นดินที่อ่อนยวบ สิงคโปร์กับไทยห่างกันในดัชนีความโปร่งใสถึงร้อยตำแหน่ง สิงคโปร์อยู่ Top 5 ของโลก แต่เราอยู่อันดับร้อยกว่า นี่คือความแตกต่างด้านความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมาย
นายธนากรยังแสดงความกังวลว่า การให้อำนาจแก่คณะกรรมการนโยบายหรือ "ซุปเปอร์บอร์ด" มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาคอร์รัปชัน โดยอ้างอิงสมการของนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน โรเบิร์ต คลิตการ์ด ที่ว่า "คอร์รัปชัน (C) = การผูกขาด (M) + การใช้ดุลพินิจ (D) - ความรับผิดชอบ (A)
"กฎหมายฉบับนี้ให้ดุลพินิจสูงมากแก่ซุปเปอร์บอร์ด ตั้งแต่จะให้มีกาสิโนกี่แห่ง เก็บภาษีเท่าไร ตั้งที่ไหน ให้คนไทยเข้าเล่นหรือไม่ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจทั้งสิ้น และยังใช้ระบบใบอนุญาตแบบ 'ซุปเปอร์ไลเซนส์' คือใบเดียวครอบคลุมทุกกิจการ ไม่แยกตามที่กฤษฎีกาแนะนำ" นายธนากรระบุ
นายธนากร ยังเปิดเผยว่า วันนี้มีข่าวว่าจะมีการประชุมระหว่างรัฐบาลกับ 6 บริษัทที่เสนอตัวจะเข้ามาเป็นผู้รับใบอนุญาต ทั้งๆ ที่กฎหมายยังไม่ออก ยังไม่เข้าสภาเลย ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่มาจากมาเก๊าและสิงคโปร์ แนะนำว่ารัฐบาลควรทำอย่างรอบคอบและไม่รีบร้อน โดยเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จ สิงคโปร์ใช้เวลา 10 ปี กว่าจะเปิดกาสิโน ส่วนญี่ปุ่นใช้เวลา 20 ปี กว่าจะถกกันจบว่าจะทำกาสิโน และที่สำคัญคือกาสิโนญี่ปุ่นถูกเสนอจากข้างล่างขึ้นมา ไม่ใช่รัฐบาลลงไปจี้
นายธนากรยังเตือนถึงธรรมชาติของการพนันว่า กาสิโนคือบ่อนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยการพนันหลากหลายและส่วนใหญ่เป็นการพนันอย่างเข้มข้น ใครก็ตามที่เข้าไปอยู่ในกาสิโนมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลกระทบ เพราะเกมพนันถูกออกแบบให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้คนเล่นไม่ทัน มีเสียง มีภาพ มีโบนัส สร้างความรู้สึกว่าเกือบจะชนะ เกือบจะชนะ โอกาสล้ำเส้นจึงเป็นไปได้สูง
"ผมไม่ได้บอกว่าไม่เอาเลย แต่ถ้าจะเอาต้องคิดให้ดีๆ เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบสูงมาก มันเป็นพื้นที่สีเทาเข้มข้นขนาดใหญ่" นายธนากรกล่าวทิ้งท้าย






