
ศูนย์พลังงานอาเซียน หนุนลงทุนโรงไฟ้า SMR รับความต้องการพลังงานพุ่ง 4 เท่า
ศูนย์พลังงานอาเซียนชี้ SMR เหมาะกับภูมิภาคที่มีหมู่เกาะ โครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเพิ่มขึ้น แต่เตือนว่าขนาดเล็กไม่ได้แปลว่าต้นทุนถูกเสมอไป
KEY
POINTS
- ศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) สนับสนุนการลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานในภูมิภาคที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าภายในปี 2060
- SMR มีความเหมาะสมกับภูมิภาคอาเซียนด้วยเหตุผล 3 ประการ ได้แก่ สภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นหมู่เกาะ, ข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าเดิม และความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม
- แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) ได้บรรจุพลังงานนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในแผนความร่วมมือหลัก โดยมี 4 ประเทศ (เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย) นำนิวเคลียร์เข้าแผนกำลังผลิตไฟฟ้าแล้ว
- ความท้าทายหลักคือการจัดหาเงินทุนและการเตรียมความพร้อม โดยหลายประเทศในอาเซียนกำลังร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อประเมินโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์
นายรูลลี ฮิดายาตุลลาห์ จากศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy: ACE) กล่าวในการอบรมเชิงปฏิบัติการ IAEA–United States Regional Workshop on Scaling SMR Deployment: From FOAK to NOAK Financing Models เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2569 ในหัวข้อ "โอกาสของ SMR ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ว่า รายงานแนวโน้มพลังงานอาเซียน (ASEAN Energy Outlook)
โดยประเมินว่าในปี 2060 ความต้องการพลังงานของภูมิภาคจะสูงขึ้นเกือบ 4 เท่าของปี 2020 พลังงานนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะรองรับความต้องการนี้ แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) ก็กำหนดให้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของความร่วมมือ
APAEC บรรจุนิวเคลียร์เป็น 1 ใน 7 ด้านความร่วมมือ
ACE เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานและดูแลผลประโยชน์ด้านพลังงานของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ACE ทำงานภายใต้ APAEC ซึ่งเป็นแผนแม่บทความร่วมมือด้านพลังงานระดับภูมิภาคที่รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนมอบหมาย APAEC เป็นแผนระยะ 5 ปี ฉบับปี 2026–2030 ครอบคลุมความร่วมมือ 7 ด้าน ตั้งแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
ในด้านพลังงานนิวเคลียร์ อาเซียนกำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome-Based Strategy) 3 ด้าน และแต่ละด้านมีแผนปฏิบัติการรองรับในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้านแรกคือการส่งเสริมบทบาทของนิวเคลียร์ต่อความมั่นคงทางพลังงานและอนาคตคาร์บอนต่ำ ด้านที่สองคือการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ด้านที่สามคือความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศที่เดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว
ยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ด้านแบ่งการทำงานออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกดูบทบาทของนิวเคลียร์ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการจัดหาเงินทุน กลุ่มที่สองดูนโยบายและกฎระเบียบ เช่น ประเด็น 3S การจัดการกากกัมมันตรังสี และห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มที่สามดูเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา ส่วนกลุ่มที่สี่ดูการสื่อสารเพื่อสร้างการยอมรับจากสาธารณชน
4 ประเทศอาเซียนบรรจุนิวเคลียร์ในแผนแล้ว
ASEAN Energy Outlook ระบุว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย บรรจุพลังงานนิวเคลียร์ไว้ในแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าแล้ว ส่วนประเทศอื่นยังศึกษาแนวทางที่จะนำนิวเคลียร์เข้าแผนพลังงานในช่วง 10–20 ปีข้างหน้า แบบจำลองบางสถานการณ์ประเมินว่าภูมิภาคจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ประมาณ 19.3–32 กิกะวัตต์ ใกล้เคียงกับตัวเลขที่ IAEA ประเมินไว้สำหรับปี 2060
3 เหตุผลที่ SMR เหมาะกับอาเซียน
นายรูลลีระบุว่า SMR เหมาะกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเหตุผล 3 ข้อ ข้อแรกคือภูมิศาสตร์แบบหมู่เกาะ อินโดนีเซียมีเกาะประมาณ 17,000 เกาะ ฟิลิปปินส์ก็มีโครงข่ายไฟฟ้าแยกตามเกาะ ในพื้นที่ที่อยู่นอกโครงข่ายไฟฟ้าหลัก SMR และเครื่องปฏิกรณ์ขนาดจิ๋ว (Microreactors) อาจจ่ายไฟฟ้าที่มั่นคงและปล่อยคาร์บอนต่ำได้ ในพื้นที่แบบนี้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทำไม่ได้
ข้อที่สองคือข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้า อาเซียนมีระบบไฟฟ้าที่แตกต่างกันถึง 11 ระบบ หลายประเทศมีโครงข่ายเล็กเกินกว่าจะรองรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ ถ้าไม่ปรับปรุงโครงข่ายครั้งใหญ่ ขนาดที่เล็กของ SMR จึงไม่ได้เกี่ยวกับต้นทุนเท่านั้น แต่ทำให้เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าได้ด้วย
ข้อที่สามคือความต้องการพลังงานจากภาคอุตสาหกรรม ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ไฮโดรเจนสีเขียว ภาคการผลิต และปิโตรเคมี ล้วนใช้พลังงานเพิ่มขึ้น SMR สามารถจ่ายทั้งความร้อนและไฟฟ้าให้โรงงานได้โดยตรง และเปิดทางให้ทำข้อตกลงรับซื้อพลังงาน (Off-take Models) ได้โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า
เล็กไม่ได้แปลว่าถูก
นายรูลลีเตือนว่าโรงไฟฟ้าที่เล็กลงไม่ได้มีต้นทุนถูกลงเสมอไป รายงานล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประเมินว่าโรงไฟฟ้าหน่วยแรกที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ (First-of-a-Kind: FOAK) มีต้นทุนประมาณ 7,000–12,000 ล้านดอลลาร์ต่อโครงการ SMR อาจมีต้นทุนต่ำกว่านั้น และเงินลงทุนที่ต้องผูกพันต่อหน่วยก็น้อยกว่า จึงอาจเหมาะกับรัฐบาลที่กำลังตัดสินใจลงทุนโครงการนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก
ฟิลิปปินส์ดันศึกษาแหล่งทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียนในปี 2026 และกำหนดให้การศึกษาการจัดหาเงินทุนสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอาเซียนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งส่งมอบทางเศรษฐกิจที่มีลำดับความสำคัญ (Priority Economic Deliverable: PED) ผลการศึกษาพบว่าความเสี่ยงด้านการก่อสร้างเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด การลดความเสี่ยงจึงควรเริ่มจากเรื่องนี้
ผลการศึกษายังพบว่าเศรษฐศาสตร์ของนิวเคลียร์ขึ้นอยู่กับข้อตกลงรายได้ระยะยาวที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่ราคาตลาดระยะสั้น ถ้ารัฐบาลสนับสนุนผ่านกรอบการรับซื้อไฟฟ้า โครงการจะหาเงินทุนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ไม่มีรูปแบบการจัดหาเงินทุนแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างตลาดและความพร้อมด้านกฎระเบียบต่างกัน
ASEAN Energy Outlook ก็มีข้อสรุปไปในทางเดียวกัน โดยรายงานระบุว่าการทำให้โครงการหาเงินทุนได้ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง เพราะระหว่างก่อสร้างโครงการยังไม่มีรายได้ แต่ภาระหนี้อาจต่อเนื่องไปหลายปี รายงานยังเสนอให้บรรจุนิวเคลียร์ไว้ในแผนพลังงานระยะยาวแบบมีข้อผูกพัน ไม่ใช่ทางเลือกที่หยิบมาพิจารณาใหม่ทุก 2–3 ปี พร้อมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างบุคลากรที่มีทักษะ ส่วนความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยสร้างขนาดและความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ให้อาเซียน
5 ประเทศเร่งประเมินความพร้อมร่วมกับ IAEA
อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ประเมินความพร้อมด้านพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับ IAEA แล้ว ข้อเสนอแนะที่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน คือให้เสริมกรอบกฎหมายและกฎระเบียบ พัฒนาบุคลากร ยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัยและความพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
นายรูลลีกล่าวทิ้งท้ายว่า การวางแผนพลังงานนิวเคลียร์ไม่ได้มีแค่การสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่จะหนุนเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืนของภูมิภาคไปอีกหลายทศวรรษ






