thansettakij
thansettakij
ลุ้นคลังลดภาษีน้ำมัน E20–B20  ทุก 1 บาท ราคาลด 1.18 บาท/ลิตร รัฐสูญ 287 ล้าน/เดือน

ลุ้นคลังลดภาษีน้ำมัน E20–B20 ทุก 1 บาท ราคาลด 1.18 บาท/ลิตร รัฐสูญ 287 ล้าน/เดือน

26 ต.ค. 69 | 07:19 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ต.ค. 69 | 07:21 น.

คลัง เตรียมลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 ส่วนลดเท่าไร รอ ครม. 27 ต.ค. ระบุรัฐเก็บภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันสองชนิดนี้ได้เดือนละราว 1,716 ล้านบาท ทุก 1 บาทที่ลด รายได้จะหายเดือนละ 287 ล้านบาท หรือเกือบ 3,500 ล้านบาทต่อปี ราคาหน้าปั๊มลด 1.18 บาท/ลิตร

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20
  • มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม
  • การลดภาษีสรรพสามิตทุก 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลงได้ประมาณ 1.18 บาทต่อลิตร
  • คาดการณ์ว่าหากลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตประมาณ 287 ล้านบาทต่อเดือน

26 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ต.ค. นี้จะหารือเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หากมีมติเห็นชอบจะแถลงอีกครั้ง โดยระบุสั้น ๆ ว่าเรื่องภาษีดังกล่าวมีการเสนอมา และเป็นน้ำมันประเภท E20

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ารัฐบาลต้องการใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตสร้างส่วนต่างราคาระหว่างดีเซลนำเข้าล้วนกับน้ำมันที่ผสมพลังงานชีวภาพ

"ราคาดีเซลที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเขามาผสมด้วยเอทานอล หรือผสมด้วยน้ำมันปาล์ม ที่เราเรียกว่า B20 หรือ E20 ซึ่งเราต้องการให้การลดภาษี เพื่อให้มีผลบวกต่อเกษตรกร คนที่ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง และปลูกปาล์มด้วย" นายเอกนิติ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: อนุทิน รับ ครม.พรุ่งนี้จ่อลด "ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน" ช่วยค่าครองชีพ

คลังเคาะลดเฉพาะ B20–E20 ยังไม่เปิดตัวเลข

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ข้อเสนอลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่จะเข้า ครม. วันที่ 27 ต.ค. จะลดให้น้ำมันสองชนิด คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 และ แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ส่วนอัตราที่จะลดและระยะเวลาของมาตรการ แหล่งข่าวยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

เปิดโครงสร้างภาษีน้ำมัน ณ 26 ต.ค. 69

ตามโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในกรุงเทพฯ ณ วันที่ 26 ต.ค. 2569 ดีเซล B20 เสียภาษีสรรพสามิต 5.953 บาท/ลิตร และภาษีเทศบาล 0.595 บาท/ลิตร กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยให้ 8.32 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกอยู่ที่ 37.19 บาท/ลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 E20 เสียภาษีสรรพสามิต 6.00 บาท/ลิตร และภาษีเทศบาล 0.60 บาท/ลิตร กองทุนฯ ชดเชยให้ 5.16 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกอยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร

ส่วนดีเซลหมุนเร็วธรรมดาเสียภาษีสรรพสามิต 6.92 บาท/ลิตร ราคาขายปลีก 43.54 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 E10 เสียภาษีสรรพสามิต 6.75 บาท/ลิตร ราคาขายปลีก 42.04 บาท/ลิตร

ตอนนี้ B20 ถูกกว่าดีเซลธรรมดา 6.35 บาท/ลิตร และ E20 ถูกกว่า E10 อีก 6.35 บาท/ลิตรเท่ากัน ส่วนต่างนี้มาจากเงินชดเชยของกองทุนน้ำมันฯ เป็นหลัก เพราะภาษีสรรพสามิตของน้ำมันชีวภาพกับน้ำมันทั่วไปต่างกันไม่ถึง 1 บาท

โครงสร้างราคาน้ำมัน กทม. ณ 26 ต.ค. 2569 (บาท/ลิตร)

ชนิดน้ำมัน

ภาษีสรรพสามิต

ภาษีเทศบาล

กองทุนน้ำมันฯ

ราคาขายปลีก

แก๊สโซฮอล์ 95 E20

6.00

0.60

ชดเชย 5.16

35.69

แก๊สโซฮอล์ 95 E10

6.75

0.675

ชดเชย 0.56

42.04

ดีเซล B20

5.953

0.595

ชดเชย 8.32

37.19

ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา

6.92

0.692

ชดเชย 3.20

43.54

รัฐเก็บภาษีจาก E20–B20 เดือนละ 1,716 ล้านบาท

ข้อมูลปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายวันระบุว่าวันที่ 1–19 ต.ค. 2569 กลุ่มเบนซินมียอดใช้เฉลี่ย 29.57 ล้านลิตร/วัน และกลุ่มดีเซลหมุนเร็วเฉลี่ย 57.53 ล้านลิตร/วัน ฐานเศรษฐกิจนำยอดนี้มาคิดตามสัดส่วนล่าสุดที่กรมธุรกิจพลังงานรายงาน ซึ่ง E20 มีสัดส่วนราว 21% ของกลุ่มเบนซิน และ B20 ราว 6% ของกลุ่มดีเซล ได้ยอดใช้ E20 ราว 6.24 ล้านลิตร/วัน และ B20 ราว 3.33 ล้านลิตร/วัน รวมเกือบ 9.6 ล้านลิตร/วัน

เมื่อคูณกับอัตราภาษีสรรพสามิตปัจจุบัน รัฐเก็บภาษีสรรพสามิตจาก E20 ได้วันละราว 37.4 ล้านบาท หรือ เดือนละประมาณ 1,123 ล้านบาท และจาก B20 ได้วันละราว 19.8 ล้านบาท หรือ เดือนละประมาณ 594 ล้านบาท รวมสองชนิดราว 1,716 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 20,900 ล้านบาทต่อปี ถ้านับภาษีเทศบาลอีก 10% ที่เก็บไปพร้อมกันเพื่อส่งให้ท้องถิ่น ภาษีจากน้ำมันสองชนิดนี้จะรวมเป็นราว 1,888 ล้านบาทต่อเดือน

ประมาณการรายได้ภาษีสรรพสามิตจาก E20 และ B20

รายการ

E20

B20

รวม

ปริมาณการใช้ (ล้านลิตร/วัน)

6.24

3.33

9.56

ภาษีสรรพสามิต (บาท/ลิตร)

6.00

5.953

–

รายได้ (ล้านบาท/วัน)

37.4

19.8

57.2

รายได้ (ล้านบาท/เดือน)

1,123

594

1,716

รายได้ (ล้านบาท/ปี)

22,77 0*

–

–

ลด 1 บาท/ลิตร รายได้หาย 287 ล้านบาท/เดือน

หากคำนวณโดยตั้งสมมติฐานว่าปริมาณการใช้คงที่ จะพบว่า การลดภาษีสรรพสามิต E20 และ B20 ลิตรละ 1 บาท จะทำให้รายได้ภาษีสรรพสามิตจะหายไปราว 287 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 3,490 ล้านบาทต่อปี ถ้านับภาษีเทศบาลและ VAT ที่ลดลงตามไปด้วย รายได้รัฐที่หายไปทั้งหมดจะอยู่ที่ราว 338 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 4,100 ล้านบาทต่อปี

หากลดลิตรละ 2 บาท รัฐจะสูญเสียหายได้จากภาษีสรรพสามิตราว 574 ล้านบาทต่อเดือน ถ้าลดลิตรละ 3 บาท จะหายราว 861 ล้านบาทต่อเดือน และถ้ายกเว้นภาษีสรรพสามิตทั้งหมด รัฐจะเสียรายได้ราว 1,716 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ลดภาษี 1 บาท/ลิตร ราคาหน้าปั๊มลด 1.18 บาท/ลิตร

สำหรับผู้บริโภค ภาษีสรรพสามิตที่ลด 1 บาท จะทำให้ราคาหน้าปั๊มลดได้ราว 1.18 บาท/ลิตร เพราะภาษีเทศบาลและ VAT จะลดลงตามไปด้วย ทั้งนี้ต้องให้ผู้ค้าส่งผ่านราคาเต็มจำนวน ถ้ายกเว้นภาษีทั้งหมด ราคา B20 จะลดได้มากสุดราว 7.0 บาท/ลิตร และ E20 ราว 7.1 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตามตัวเลขข้างต้นเป็นการประมาณเบื้องต้น เพราะเมื่อราคาลด คนจะหันมาเติม E20 และ B20 มากขึ้น ฐานภาษีจะโตขึ้น และรายได้รัฐจากน้ำมันชนิดอื่นจะลดลงตาม ผลต่อรายได้สุทธิจึงขึ้นกับว่าคนย้ายจากน้ำมันชนิดไหนมามากเท่าไร

ลดภาษี 1 บาท รัฐเสียรายได้เท่าไหร่ และราคาหน้าปั๊มลดเท่าไหร่?

ผลของการลดภาษีสรรพสามิต E20 และ B20 ตามอัตราที่ลด

อัตราที่ลด

ราคาหน้าปั๊มลด (บาท/ลิตร)

ภาษีสรรพสามิตที่หาย (ล้านบาท/เดือน)

ภาษีสรรพสามิตที่หาย (ล้านบาท/ปี)

รวมภาษีเทศบาลและ VAT (ล้านบาท/เดือน)

1 บาท/ลิตร

1.18

287

3,490

338

2 บาท/ลิตร

2.35

574

6,980

675

3 บาท/ลิตร

3.53

861

10,470

1,013

ยกเว้นทั้งหมด

7.06 (E20) / 7.01 (B20)

1,716

20,883

2,020

ตั้งสมมติฐานว่าปริมาณการใช้คงที่ และผู้ค้าส่งผ่านราคาเต็มจำนวน

ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันรัฐขาดดุลเพิ่ม

ภาระของรัฐยังมีอีกด้าน คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท นายเอกนิติเปรียบการลดภาษีสรรพสามิตกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ว่าเป็นเหมือน "กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา" ของรัฐบาล

"วันนี้ประเทศไทยเราขาดดุลการคลังอยู่ การลดภาษีสรรพสามิตก็ทำให้ขาดดุลมากขึ้น รายได้ก็หายไป รัฐก็ต้องกู้เงินมากขึ้น" นายเอกนิติ กล่าว

ต.ค. ขึ้นราคาสองรอบ แต่ E20–B20 รอดไปหนึ่งรอบ

เดือนนี้มีการปรับราคาขึ้นสองรอบ รอบแรกมีผลวันที่ 2 ต.ค. ขึ้นกลุ่มเบนซินและกลุ่มดีเซล 0.75 บาท/ลิตร รอบที่สองมีผลวันที่ 9 ต.ค. ขึ้นอีก 0.75 บาท/ลิตร แต่ยกเว้น E20, E85 และ B20

ปริมาณการใช้กลุ่มดีเซลหมุนเร็วเดือน ต.ค. ต่ำกว่าเดือน ม.ค. ซึ่งยังเป็นภาวะปกติ (66.92 ล้านลิตร/วัน) ราว 14% ส่วนกลุ่มเบนซินต่ำกว่าเดือน ม.ค. (32.66 ล้านลิตร/วัน) ราว 9.5% ช่วงก่อนวันขึ้นราคามีการแห่เติมตุนชัดเจน โดยวันที่ 10 และ 17 ต.ค. กลุ่มดีเซลขึ้นไปที่ 72.40 และ 72.16 ล้านลิตร/วัน

การลดภาษีเฉพาะ B20 และ E20 จึงเป็นการช่วยแบบจำกัดวง เป้าหมายคือให้คนเปลี่ยนชนิดน้ำมันมากกว่าลดราคาทุกชนิด ต้องจับตามติ ครม. 27 ต.ค. ว่าคลังจะลดลิตรละเท่าไร และใช้นานแค่ไหน.