thansettakij
thansettakij
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ปส. เจาะเกม SMR โลก ชัยชนะอยู่ที่ 'ผู้ผลิต' ไม่ใช่แบรนด์

03 ต.ค. 69 | 10:02 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ต.ค. 69 | 10:14 น.

ปส. เปิดมุมกำกับดูแล SMR ชี้คอขวดตัวจริงอยู่ที่ผู้ผลิตและซัพพลายเชน ไม่ใช่แบบบนกระดาษ พร้อม 4 คำถามสำคัญที่ไทยต้องตอบ

KEY

POINTS

  • ความสำเร็จและความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบรนด์ผู้ออกแบบ แต่มีปัจจัยชี้ขาดคือ "ผู้ผลิตและห่วงโซ่อุปทาน" ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย
  • ผู้ผลิตและบริษัทวิศวกรรมจากเกาหลีใต้ได้กลายเป็นกำลังสำคัญเบื้องหลังการพัฒนา SMR ของชาติตะวันตก ขณะที่จีนและรัสเซียใช้โมเดลห่วงโซ่อุปทานแบบเบ็ดเสร็จ
  • สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ชี้ว่าประเทศไทยต้องพิจารณาเทคโนโลยี SMR โดยประเมินความพร้อมของเครือข่ายผู้ผลิตและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวเทคโนโลยีของเครื่องปฏิกรณ์

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดทั่วโลก "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก" หรือ Small Modular Reactor (SMR) กำลังถูกจับตาในฐานะทางเลือกใหม่ที่หลายประเทศวางเดิมพัน แต่คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่า "ใครออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ได้ดีที่สุด" หากแต่เป็น "ใครผลิตและส่งมอบชิ้นส่วนได้จริงตามมาตรฐานความปลอดภัย"

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ มุมมองด้านการกำกับดูแล: เมื่อห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิต เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและความสำเร็จของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ชี้ให้เห็นมุมมองที่สะท้อนความจริงของอุตสาหกรรมว่า ความเร็วและมาตรฐานการส่งออก SMR ของชาติตะวันตกไม่ได้ถูกกำหนดโดยบริษัทผู้ออกแบบเพียงลำพัง แต่ถูกขับเคลื่อนโดย "ผู้ผลิตและเครือข่ายอุตสาหกรรม" ที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ที่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญ

ขณะที่จีนและรัสเซียเดินเกมด้วยโมเดลห่วงโซ่อุปทานแบบเบ็ดเสร็จ บทเรียนเหล่านี้คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจก้าวสู่ยุคพลังงานนิวเคลียร์

มุมมองด้านการกำกับดูแล: เมื่อห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิต เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและความสำเร็จของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

บทความระบุว่า ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก" หรือ Small Modular Reactor (SMR) กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ด้านพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ การพิจารณาเทคโนโลยี SMR ไม่อาจหยุดอยู่เพียงแค่ชื่อบริษัทผู้ออกแบบ กำลังการผลิต หรือระบบความปลอดภัยบนหน้ากระดาษเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและการนำมาใช้งานได้จริง คือ "ความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิตและห่วงโซ่อุปทาน"

บทความวิเคราะห์ “The Quiet Queue: Why Korean Manufacturers, Not Reactor Designers, Set the Pace of Western SMR Exports” ได้ชี้ให้เห็นมิติที่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลว่า ความเร็วและมาตรฐานในการส่งออก SMR ของชาติตะวันตก

แต่แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนโดย "ผู้ผลิตและเครือข่ายอุตสาหกรรม" ที่รับผิดชอบการสร้างชิ้นส่วนและก่อสร้างจริง ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด

บทบาทของผู้ผลิตเกาหลีใต้: ฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลัง SMR ชาติตะวันตก

ในขั้นตอนการพิจารณาอนุญาต (Licensing) การเชื่อมโยงระหว่างผู้ออกแบบและผู้ผลิตถือเป็นความเสี่ยงและปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ปัจจุบันบริษัทวิศวกรรมและผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดัน SMR ของชาติตะวันตกให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ การพัฒนาโครงการ งานวิศวกรรม ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์สำคัญ โดยมีตัวอย่างเครือข่ายอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่:

  • Doosan Enerbility — เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตให้กับผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง NuScale, X-energy และ TerraPower
  • Hyundai Engineering & Construction (Hyundai E&C) — ร่วมมือและพัฒนาโครงการกับบริษัทอย่าง Westinghouse, Holtec และ TerraPower
  • Samsung C&T — มีส่วนร่วมในโครงการของ GE Hitachi Nuclear Energy และ NuScale
  • DL E&C — เป็นพันธมิตรกับ X-energy ในการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SMR

สำหรับ ปส. ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า การประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานของ SMR จะต้องครอบคลุมถึงการตรวจสอบผู้ผลิต (Vendor Inspection) ว่าผู้รับเหมาและเครือข่ายเหล่านี้สามารถดำเนินงานก่อสร้างและผลิตชิ้นส่วนให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่กำหนดไว้หรือไม่

คอขวดของอุตสาหกรรม SMR ในมุมมองด้านความปลอดภัยและคุณภาพ

จุดเด่นของ SMR คือการออกแบบให้เป็นมาตรฐาน

(Standardization) และสามารถผลิตซ้ำจากโรงงานได้ (Factory-built) ทว่าในมิติของการกำกับดูแล การจะผลิตชิ้นส่วนนิวเคลียร์ได้นั้น ต้องผ่านข้อกำหนดที่เข้มงวด ปัจจัยที่เป็นคอขวดของการพัฒนา SMR จึงไม่ได้อยู่ที่แบบก่อสร้าง แต่อยู่ที่องค์ประกอบด้านคุณภาพ ได้แก่:

  1. โรงงานและสายการผลิต ที่ต้องรองรับมาตรฐานระดับ Nuclear-grade
  2. บุคลากร ที่ต้องมีทักษะเฉพาะทางและผ่านการรับรอง
  3. วัตถุดิบและชิ้นส่วน ที่ต้องมีคุณภาพสูงตามข้อกำหนดทางวิศวกรรม
  4. ระบบประกันคุณภาพ (Quality Assurance) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกำกับดูแล หากเกิดปัญหาต้องสามารถตรวจสอบกลับไปยังแหล่งผลิตได้ทันที
  5. ผู้ผลิตที่ผ่านการรับรอง ซึ่งในปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยสูงสุด เช่น ภาชนะความดันเครื่องปฏิกรณ์ (Reactor Pressure Vessel: RPV) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้กระบวนการผลิตเฉพาะทาง หากสายการผลิตไม่ได้มาตรฐานหรือกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งความปลอดภัยและระยะเวลาของโครงการ

พลวัตของจีนและรัสเซีย ในภูมิทัศน์นิวเคลียร์โลก

ในการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปส. ได้ประเมินการพัฒนาเทคโนโลยีจากทุกภูมิภาคตามมาตรฐานสากล นอกเหนือจากชาติตะวันตกแล้ว จีนและรัสเซียต่างมีโมเดลการพัฒนา SMR ที่น่าสนใจ:

  • จีน: มุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ของตนเอง เช่น รุ่น ACP100 (Linglong One) ซึ่งครอบคลุมทั้งการออกแบบ การผลิต และการก่อสร้างด้วยตนเอง
  • รัสเซีย: นำเสนอโครงการแบบเบ็ดเสร็จผ่านเครือข่ายของ Rosatom ซึ่งเชื่อมโยงทั้งตัวเทคโนโลยี การก่อสร้าง การจัดหาเชื้อเพลิง และการเดินเครื่อง

รูปแบบของทั้งสองประเทศตอกย้ำให้เห็นว่า ความพร้อมในการส่งมอบอุปกรณ์และการบริหารจัดการโครงการตลอดอายุการใช้งาน คือปัจจัยหลักในการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่ง ปส. ยึดหลักการประเมินเทคโนโลยีทุกรูปแบบบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) และสถานะความปลอดภัยจริงของโครงการเป็นสำคัญ

บทเรียนและการเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศไทย

ในบริบทของประเทศไทย หากพิจารณานำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอเน้นย้ำว่า "เราไม่สามารถมองเพียงแค่ตัวเครื่องปฏิกรณ์ได้" การพิจารณาความเหมาะสมจะต้องถูกมองผ่านเลนส์ของการกำกับดูแลความปลอดภัยแบบครบวงจร (Lifecycle Regulation)

คำถามสำคัญที่ประเทศไทยต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ได้แก่:

  • เทคโนโลยีนั้นมีเครือข่ายผู้ผลิตและพันธมิตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลหรือไม่?
  • ห่วงโซ่อุปทานมีความมั่นคงเพียงพอที่จะส่งมอบอุปกรณ์ได้ตามข้อกำหนดหรือไม่?
  • ผู้พัฒนาและผู้ผลิตมีความพร้อมในการสนับสนุนทางวิศวกรรม การบำรุงรักษา และการจัดการเชื้อเพลิง/กากกัมมันตรังสี ในระยะยาว (ตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้า) มากน้อยเพียงใด?
  • โอกาสในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมในประเทศ (Localization) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพทางนิวเคลียร์

ท้ายที่สุด การที่เทคโนโลยี SMR จะแปรสภาพจากแบบแปลนที่สมบูรณ์ไปสู่โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนคนไทยได้นั้น ต้องอาศัย "ความพร้อมของทั้งระบบ" สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะผู้กำกับดูแล จะยังคงติดตามและเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีใดๆ ที่จะนำมาใช้ในประเทศ จะต้องอยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากลอย่างแท้จริง