
กฟภ. แนะรัฐ 'ล็อกนโยบายให้ชัด-ดึงเอกชนร่วมทุน' สกัดความเสี่ยงหนุนอีอีซีโตรับยุค AI
กฟภ. แนะภาครัฐบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ดึงภาคเอกชนร่วมเป็น Prosumer ลงทุน Smart Grid พร้อมเรียกร้องให้รักษาความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนการพิจารณาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นไม่ให้ไทยตกขบวนในเวทีโลก
KEY
POINTS
- กฟภ. เสนอให้ภาครัฐกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center
- เสนอให้ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อแบ่งเบาภาระการลงทุนของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพ
- เรียกร้องให้ภาครัฐปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงาน (Lead Time) ให้สั้นลง เพื่อตอบสนองต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วในการตัดสินใจ
จากงานสัมมนา EEC Never Stop: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งจัดขึ้นโดยเนชั่นกรุ๊ป นายทรงวุฒิ ขันดี ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สะท้อนความเห็นตอนหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วว่า ยุคสมัยของการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine แบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI เช่น Gemini และ ChatGPT ซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการประมวลผลและตัดสินใจในชีวิตประจำวันส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center และเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญและกลายเป็นตัวเร่งให้กระบวนการพัฒนาด้านต่าง ๆ สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยใช้เวลาระดับเดือนหรือปี อาจลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง หรือ 1 ใน 10
"ความเร็ว" ปัจจัยชี้ขาดในการแข่งขัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการทำงานและการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐและส่วนราชการซึ่งจำเป็นต้องปรับลดขั้นตอนการทำงาน (Lean Process) ให้มีความกระชับ ฉับไว นำแพลตฟอร์มและเทคโนโลยี AI มาช่วยในการบริหารจัดการ มีการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ กำหนด SLA และกรอบเวลา (Timeline) ที่ชัดเจน เนื่องจากความเร็วกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการแข่งขัน
ในส่วนของอุตสาหกรรมพลังงานและไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับบริษัทด้านพลังงาน และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้ดำเนินโครงการ Sandbox ทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer, การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading Platform) และแพลตฟอร์มการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Third Party Access Platform) จนได้ข้อสรุปทางเทคโนโลยีและพร้อมขยับจากการทดสอบใน Sandbox ไปสู่โครงการนำร่อง (Pilot Project)
โครงการสำคัญที่เป็นก้าวต่อไป เช่น Direct PPA และ Utility Green Tariff (UGT) ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ โดยมีพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่นำร่องหลักซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการมีความพร้อมในการใช้พลังงานสะอาดและใช้อัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่สะท้อนการลงทุนจริงเพื่อเป็นบทเรียนให้แก่นิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคต
ขณะเดียวกันการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้วยแผนลงทุนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดโดยเริ่มจากการสร้างความสามารถในการรับรู้สถานะระบบ (Visibility) นำเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานมาใช้บริหารจัดการเพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ให้รองรับรูปแบบการใช้งานใหม่ ๆ
แนวทางในการขับเคลื่อนเพื่อไม่ให้ตกขบวนเทคโนโลยี อาศัยการวางตำแหน่งของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจบนพื้นฐานการบริหารความเสี่ยง และสร้างประโยชน์ร่วมกันกับพันธมิตรหรือผู้ประกอบการ Data Center โดยดึงผู้ใช้ไฟฟ้า (Customer) ให้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าไปพร้อมกัน (Prosumer) ทั้งในระบบการผลิตและการร่วมลงทุนใน Smart Grid เช่น ระบบมิเตอร์อัจฉริยะและระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพย์สินเดิม กระจายภาระการลงทุนไปยังภาคเอกชน และช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของภาครัฐ
การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวัง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจุดแข็งของประเทศไทยในสายตาผู้ประกอบการ Data Center จะเป็นเรื่องนโยบายที่มีความยืดหยุ่นและเปิดรับสิ่งใหม่แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญและมองเป็นความเสี่ยง คือ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายซึ่งภาครัฐต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสี่ยงดังกล่าวขึ้น รวมถึงเรื่องระยะเวลาในการพิจารณา (Lead Time) และกระบวนการดำเนินงาน เป็นอีกจุดที่ต้องปรับปรุงให้สั้นลง เนื่องจากอุตสาหกรรมการบริการรูปแบบใหม่ไม่สามารถรอระยะเวลาที่ยาวนานเหมือนในอดีตได้ ฝั่งผู้ให้บริการ (Operator) จึงจำเป็นต้องปรับตัว นำแพลตฟอร์มและ AI เข้ามาช่วยในการทำงานเพื่อลดระยะเวลาลงให้ได้ 50% ถึง 90% เพื่อให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างทันท่วงที







