thansettakij
thansettakij
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO)

EECO ดันแม่บทใหม่ พัฒนาพื้นที่อีอีซี 5 ปี ดึงเอกชนศัลยกรรมมัดใจนักลงทุน

12 ต.ค. 69 | 09:37 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ต.ค. 69 | 09:48 น.

EECO กางแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่อีอีซีใหม่ ปี 2571-2575 ปักธงโครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค รับอุตสาหกรรมไฮเทคสูบน้ำ-ไฟ รับ 4 เมกะโปรเจกต์ยังช้าทำได้แค่ครึ่งทาง ลั่นต้องสวยเร็วทันใจดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน

KEY

POINTS

  • EECO เตรียมจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่อีอีซีฉบับใหม่สำหรับ 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อใช้ต่อจากแผนปัจจุบัน
  • แผนใหม่จะปรับมาเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีสูง
  • พร้อมทั้งจะเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและพัฒนามากขึ้น เพื่อเร่งสร้างความน่าสนใจและดึงดูดนักลงทุน

12 ตุลาคม 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) เปิดเผยในงานสัมมนา Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จัดโดยเนชั่นกรุ๊ป ว่า สำนักงานอยู่ระหว่างจัดทำแผนภาพรวมการพัฒนาอีอีซีฉบับใหม่ ครอบคลุมปี 2571-2575 ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อใช้ต่อจากแผนปัจจุบันที่สิ้นสุดปี 2570 เหตุผลสำคัญคือต้องรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีสูง ซึ่งต้องพึ่งไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก แผนใหม่จึงปรับน้ำหนักมาที่โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคเป็นหลัก

“EECO ได้รับโจทย์ให้จัดทำแผนภาพรวมการพัฒนาที่มีกรอบเวลา 15 ปี เพื่อกำหนดทิศทางการเดินหน้าของพื้นที่ ซึ่งการพัฒนาต้องยึดแนวทางที่ยั่งยืน และต้องดูแลหลายเรื่องพร้อมกัน โดยหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ขณะนี้สำนักงานอยู่ในช่วงจัดทำแผนรอบใหม่ ส่วนแผนฉบับปัจจุบันยังใช้งานต่อไปจนถึงปี 2570” ดร.จุฬา ระบุ

 

งานสัมมนา Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

ภายใต้แผนภาพรวมมีแผนย่อย 4 ฉบับ ฉบับแรกคือแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ ซึ่งระบุว่าแต่ละพื้นที่ แต่ละสี แต่ละอำเภอ จะทำหน้าที่ใด ลักษณะเดียวกับผังเมือง ฉบับที่สองคือแผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ที่กำหนดว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบใดเหมาะกับแต่ละพื้นที่ ส่วนฉบับที่สามและสี่เป็นแผนดำเนินงานทั่วไปของสำนักงาน และแผนการให้บริการเบ็ดเสร็จของภาครัฐ

เร่งทำแผนผังการพัฒนา

ดร.จุฬา กล่าวว่า นอกจากแผนแล้วยังต้องจัดทำแผนผังควบคู่กันด้วย เพื่อกำหนดว่าแต่ละตำแหน่งในพื้นที่จะเป็นอย่างไร โดยแผนบอกว่าต่อไปจะทำอะไร ส่วนแผนผังระบุรายละเอียดเชิงพื้นที่ ในระดับผังจะแบ่งเป็นผังเมือง และผังที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค ทั้งสองส่วนใช้กำกับทิศทางการพัฒนาของพื้นที่ควบคู่กับแผนที่จัดทำมาตลอด

ส่วนความคืบหน้าของแผนปัจจุบัน ประเมินว่ายังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยทำได้ประมาณครึ่งหนึ่งของความคืบหน้าที่ต้องการให้เกิด เพราะบางโครงการล่าช้าและบางโครงการยังไม่ได้เริ่ม สำนักงานจึงติดตามผลแผนอย่างต่อเนื่อง และกำลังรอสรุปข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดของปี 2569

4 เมกะโปรเจกต์ประตูสู่อีอีซี

ดร.จุฬา กล่าวว่า คนส่วนใหญ่รู้จักอีอีซีผ่านมิติการลงทุนและเมกะโปรเจกต์ โดยตั้งแต่เริ่มอีอีซีเมื่อปี 2561 มีโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเดินคู่มาด้วย โดยเฉพาะด้านการขนส่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและแสดงว่ารัฐบาลให้คำมั่นกับโครงการใหญ่ โครงการเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นประตูของประเทศในพื้นที่อีอีซี

ประตูแรกคือท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งรองรับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตและส่งออก ประตูที่สองคือท่าเรือมาบตาพุด ซึ่งเป็นประตูด้านพลังงาน ใช้นำก๊าซขึ้นฝั่งเพื่อป้อนการผลิตและผลิตไฟฟ้า โดยไทยใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่วนประตูที่สามคือท่าอากาศยานอู่ตะเภา ที่ขยายให้เป็นประตูรองรับผู้โดยสารบินตรงเข้าพื้นที่ 3 จังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง

ส่วนโครงการที่สี่คือรถไฟความเร็วสูง ซึ่งไม่ใช่ประตูโดยตรง แต่เชื่อมประตูใหม่กลับมายังประตูเดิม โดยเริ่มจากอู่ตะเภามายังสุวรรณภูมิและดอนเมือง 

“4 โครงการนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเกิดขึ้นคู่มากับ EEC เพื่อสร้างและแสดงให้เห็นความพร้อมของ EEC ในการเติบโต แล้วจะใช้ 4 โครงการนี้เป็นตัว Drive ในการลงทุนอื่น ๆ ต่อไป” ดร.จุฬา กล่าว

 

งานสัมมนา Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

รถไฟความเร็วสูง ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ความเร็ว

ดร.จุฬา กล่าวอีกว่า ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินมีวัตถุดิบสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือเพิ่มความคล่องตัวระหว่างอีอีซีกับกรุงเทพฯ ซึ่งปลายทางขณะนั้นคืออู่ตะเภา เพื่อให้สองพื้นที่เป็นเนื้อเดียวกันเหมือนนนทบุรีกับกรุงเทพฯ ส่วนที่สองคือเพิ่มการเข้าถึง เพราะโครงการมีการจอด 9 สถานี ไม่ได้มุ่งเรื่อง Mobility เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเมื่อมีระบบราง บริเวณสถานีจะเติบโตเสมอ เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ การเพิ่ม Accessibility ที่ศรีราชา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพัทยา จะทำให้เมืองโตควบคู่กันไป เพราะบางขบวนวิ่งตรงเข้ากรุงเทพฯ และบางขบวนจอดพัทยาเข้ากรุงเทพฯ ดังนั้นรถไฟจึงตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่รอบสถานี ไม่ใช่แค่การขนส่งทางราง

ดร.จุฬา ย้ำว่า แม้ไม่มีรถไฟความเร็วสูง โจทย์การเชื่อมอีอีซีกับกรุงเทพฯ ก็ยังต้องตอบอยู่ดี และหากลดความเร็วจาก 250 เหลือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความคล่องตัวอาจลดลงบ้าง แต่ยังเร็วกว่าทางถนน อีกทั้งเครือข่ายรถไฟภาคตะวันออกไม่น่าจบที่อู่ตะเภา เพราะต้องต่อไประยองและจันทบุรีในเชิงเครือข่าย

“รถไฟความเร็วสูงจะเป็นรถไฟไฟฟ้าระหว่างเมืองสายแรกของประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสักสาย แต่โครงการยังมาไม่ถึง และในกรณีเลวร้ายที่สุดหากโครงการเกิดไม่ได้ ต้องหาโครงการอื่นมาทดแทน โดยหลักทั่วไปคงหนีไม่พ้นการรถไฟฯ ที่มีพื้นที่และเครือข่ายอยู่แล้ว หากปรับปรุงรางให้ดีขึ้น” ดร.จุฬา ระบุ

รางต้องแบกทั้งตู้สินค้าและผู้โดยสาร

ดร.จุฬา มองว่า เส้นทางกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา ต้องเซิร์ฟแหลมฉบังที่จะโตขึ้นอีกมาก หากสัดส่วน 30% ของ 18 ล้านตู้ขนส่งทางราง จะอยู่ที่ราว 6 ล้านตู้ต่อปี ซึ่งไม่ใช่น้อย และรางต้องรองรับรถโดยสารด้วย การมีรถไฟความเร็วสูงจะแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน ไม่ติดขัด แต่หากใช้รางเดิมหรือรถไฟไฟฟ้าความเร็วสูงขึ้นขนส่งตู้สินค้า เส้นทางนี้อาจเป็นเส้นทางที่ขบวนรถหนาแน่นที่สุดในอนาคต

อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้าคือการจราจร เพราะหากตู้สินค้าเพิ่มขึ้นอีก 70% งานของรถไฟจะเพิ่มจากปัจจุบัน 3-4 เท่า แต่ผู้ประกอบการในชลบุรีและระยองที่อยู่ใกล้ท่าเรือยังต้องใช้รถบรรทุกขนตู้ เนื่องจากระยะทางสั้นเกินกว่าจะขึ้นรถไฟ เพียงการวิ่งตู้เปล่าไปกลับก็ทำให้การจราจรมีปัญหาได้

"เราไม่เคยมีการใช้ปริมาณของตู้คอนเทนเนอร์หรือการขนส่งรถไฟเท่านี้มาก่อนในบ้านเรา ไม่เคยเลย ถ้าตรงนี้เกิดจริง มันจะเป็นอีกเกมหนึ่งที่เราต้องบริหารจัดการล่วงหน้า เพราะในที่สุดแล้วมันเกี่ยวไฟฟ้า เกี่ยวกับน้ำ เกี่ยวอะไรหมดเลย" พร้อมระบุว่า หากโครงการเฟส 3 เกิดขึ้นตามกำหนดในปีหน้า จะมีปัญหามากในระบบรองรับ

 

งานสัมมนา Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

ดูแลสังคม-สิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตามโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องทำจริงไม่ได้มีเพียงด้านอุตสาหกรรม แต่ต้องครอบคลุมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะ พ.ร.บ. EEC ระบุให้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศที่ทำให้ผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจไกลตัวประชาชน แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ทว่าที่ผ่านมายังดำเนินการได้ไม่มากนัก

ดร.จุฬา กล่าวว่า แผนรอบที่ผ่านมาเน้นการคมนาคมขนส่งเป็นหลัก แต่ต่อมามีเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าอีอีซีให้ความสำคัญกับการลงทุนและเศรษฐกิจมากเกินไป จึงมีข้อเสนอให้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคดูแลมิติสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประเด็นที่ให้ความสำคัญในปัจจุบันจึงขยับมาที่น้ำและไฟฟ้า

ดัน น้ำ-ไฟฟ้า รับ Data Center

ด้านไฟฟ้า อุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมไฮเทคที่ทำงานบนระบบไฟฟ้า ไม่ได้จำกัดเฉพาะศูนย์ข้อมูล สำนักงานจึงประมาณการความต้องการไฟฟ้าและน้ำถึงปี 2580 โดยนำปัจจัยที่จะเกิดขึ้นรวมถึงศูนย์ข้อมูลมาคำนวณด้วย ส่วนการจัดการน้ำ อีอีซีเริ่มบังคับให้มีระบบบำบัดน้ำเสียและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดภาระของระบบปกติ ทั้งในนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ลงทุนที่อีอีซีกำหนด

"เรามีการบังคับว่าคนที่เข้าไปต้องเอาน้ำมา Reuse น้ำที่เอาเข้าไป 100% เขาต้องเอากลับมาใช้ซ้ำอย่างน้อย 25% อันนั้นก็จะเป็นเรื่องของการดีไซน์โครงสร้างพื้นฐานอะไรต่าง ๆ เพื่อที่จะให้สามารถเป็นลักษณะการพัฒนาที่ยั่งยืน" ดร.จุฬา ระบุ

อย่างไรก็ตามความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลอาจสูงกว่าที่เห็นจริง เพราะผู้ใช้ที่ต้องการไฟ 400 เมกะวัตต์ มักสอบถามผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลหลายราย เช่น 10 ราย และแต่ละรายต่างขอจัดสรรไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อแสดงศักยภาพดึงลูกค้าระดับโลก ทั้งที่ความต้องการใช้จริงเชิงพาณิชย์อาจเหลือเพียง 2-3 ราย

ขณะที่ฝั่งอุปสงค์ไม่เชื่อว่าการใช้ศูนย์ข้อมูลเอไอจะลดลง เพราะผู้ใช้ต้องการความเร็ว หากไทยไม่มีไฟรองรับ ผู้ให้บริการก็จะไปตามหาพื้นที่อื่นที่มีไฟ เขามองว่าการมีศูนย์ข้อมูลเป็นสนามให้เกิดผู้เล่นและการต่อยอดเทคโนโลยี เช่น เอไอเฉพาะทาง รถยนต์อัตโนมัติ และการแพทย์ หากไม่มีสนามนี้ ไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้

ดร.จุฬา กล่าวว่า ไฟฟ้าเป็นฐานของทุกอย่างและกลายเป็นสาธารณูปโภคไปแล้ว ทั้งไฟ น้ำ จึงเป็นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรจำกัดโดยแท้ ซึ่งต้องรู้ว่าจัดการเพื่อไปต่อหรือเพื่อตอบโจทย์ปัจจุบันเท่านั้น

เปิดเอกชนร่วมลงทุน เร่งสร้างความน่าสนใจ

ดร.จุฬา ยังกล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานใช้เฉพาะ 3 จังหวัดไม่ได้ เพราะเป็นระบบเครือข่ายที่ต้องเชื่อมต่อออกนอกพื้นที่ เช่น อีอีซีเริ่มจากฉะเชิงเทรา ระบบประปาและไฟฟ้าต้องเชื่อมโยงมาจากกรุงเทพฯ แผนใหม่จึงเน้นความเชื่อมโยงและความต่อเนื่องของการใช้ประโยชน์ระหว่างพื้นที่อีอีซีกับนอกอีอีซี

ดร.จุฬา ระบุว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมี 3 โมเดล ตั้งแต่รัฐทำเอง เอกชนทำภายใต้กติกา ไปจนถึงรัฐร่วมเอกชน (PPP) และควรมองว่าใครก็ได้ที่ทำสำเร็จ เพราะภาครัฐทำหน้าที่เซิร์ฟผู้ใช้และการเติบโตของประเทศ ไม่ใช่ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง เขายกตัวอย่างว่าไฟฟ้ามีทั้งโรงไฟฟ้าและสายส่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่ข้างในสาธารณูปโภค ส่วนน้ำมีอ่างเก็บน้ำ เขื่อน คลองและท่อส่งน้ำ ก่อนมีผู้ผลิตน้ำประปา ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม หรือเอกชนก็ทำได้

"การทำให้ EEC เซ็กซี่ ส่วนหนึ่งต้องศัลยกรรมได้ คือเอาเอกชนมาช่วยแต่งเติมความสวยเดิม เพราะเราต้องสวยเซ็กซี่พอในเวลาที่เร็วพอ ไม่เช่นนั้นคนจะเลิกมองเรา ใครสนใจเราต้องสามารถ Deliver ได้ เพราะโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคสุดท้ายต้องไปจบที่ Product หรือ Service จึงควรเปิดให้คนอื่นมาช่วยปั้นต่อจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และเราน่าจะ Shift ไปในทางนั้นมากกว่า" ดร.จุฬา กล่าว