
เจาะ PDP2026 ก๊าซธรรมชาติยังครองเกมไฟไทย 61% แม้เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด
PDP 2026 ดันก๊าซยังเป็นพระเอก ครอง 61% ผลิตไฟฟ้าไทย รองรับความต้องการพลังงานโต เผยล็อกก๊าซอีก 10-12 ปี! สนพ.ชี้ยังจำเป็นคู่พลังงานสะอาด รักษาความมั่นคงไฟไทย
KEY
POINTS
- ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2026) ยังคงกำหนดให้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 61%
- แม้จะมีนโยบายเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (อย่างน้อย 10-12 ปี) ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- นโยบายของรัฐบาลคือการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคง ควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบอย่างรวดเร็วไปพร้อมกัน
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ที่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยยังคงต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งก๊าซจากอ่าวไทยและ LNG ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อรักษาความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ดำเนินหน้าควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบอย่างรวดเร็วทางคู่ขนานกัน
แม้เทรนด์พลังงานโลกจะมุ่งสู่พลังงานสะอาดแต่ในระยะเปลี่ยนผ่านอีกอย่างน้อย 10-12 ปี ประเทศไทยรวมถึงหลายประเทศในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลคาร์บอนต่ำ เช่น ก๊าซธรรมชาติ
พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้น 6 เดือน 2,062 บาร์เรล
ส่วนการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของไทยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 2,062 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.9% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2.4% โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ขณะที่การใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6% และลิกไนต์ลดลง 52.5% จากการหยุดเดินเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
การใช้ไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6% โดยภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10.2% ภาคธุรกิจ 7.4% และภาคอุตสาหกรรม 3.1% ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าอยู่ที่ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น6.2% ส่วนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 5% โดยก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลัก คิดเป็น61% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด
ด้านการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.8% โดยดีเซลลดลง 2.4% จากราคาที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 1.1% ตามการเดินทางทางอากาศที่ขยายตัว ส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.5% โดย 63% ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.4%
ขณะที่ภาคขนส่งทางบกใช้พลังงานลดลง 1.4% แต่การใช้ไฟฟ้าที่สถานีชาร์จเพิ่มขึ้นถึง 87.1% สอดคล้องกับยอดรถ BEV สะสม ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน
ปล่อย CO2 ลดลวง 0.4%
ขณะที่การปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 121 ล้านตัน ลดลง 0.4% โดยภาคผลิตไฟฟ้าลดลง 3.2% และภาคขนส่งลดลง 1.4% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.9%
ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยวันที่ 14 ก.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์
“สนพ. คาดการณ์ปี 2569 ความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นอยู่ที่ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน โดยคาดว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 8% และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่ถ่านหิน/ลิกไนต์ลดลง 15.6% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการการค้าของสหรัฐ และสภาพอากาศ ซึ่งอาจกระทบราคาพลังงานและความต้องการใช้ในช่วงที่เหลือของปี”







