
Google ชี้ไทยมีโอกาสขึ้นฮับ AI แนะเปิดทางลงทุนกริด-พลังงานสะอาด
Google มองไทยมีศักยภาพก้าวสู่ศูนย์กลาง AI และ Green Data Center ชูเสถียรภาพไฟฟ้าเป็นเงื่อนไขหลัก แนะวางกรอบเวลาเชื่อมต่อระบบให้ชัด เพิ่มทางเลือกจัดหาไฟสะอาด พร้อมลงทุนโครงข่ายล่วงหน้าโดยไม่ผลักภาระให้รัฐ
KEY
POINTS
- Google ชี้ว่าไทยมีศักยภาพเป็นฮับ AI และดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว หากมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและมีกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดที่ชัดเจน
- เสนอให้ภาครัฐเปิดทางให้เอกชนสามารถลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า (สมาร์ทกริด) และพลังงานสะอาดได้โดยตรง โดยพร้อมรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
- เรียกร้องให้มีรูปแบบการซื้อขายพลังงานสะอาดที่ยืดหยุ่นขึ้น เช่น การบริหารจัดการแบบพอร์ตโฟลิโอ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดการลงทุน
นางสาวอาทิตยา ไชยชนะ ผู้จัดการด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด Google ประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER "พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว" จัดโดย”ฐานเศรษฐกิจ” ภายใต้หัวข้อ Data Center & AI Infrastructure : ความท้าทายด้านพลังงาน ว่าประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Hub รวมถึงเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียวได้ แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า กระบวนการเชื่อมต่อโครงข่าย และกลไกจัดหาพลังงานสะอาดที่ชัดเจนและยืดหยุ่น
เนื่องจากบริการของ Google มีผู้ใช้งานทั่วโลกหลายพันล้านคน และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของหลายอุตสาหกรรม ทั้งการแพทย์ การขนส่ง การผลิต การเงินและการธนาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์จึงต้องทำงานอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถหยุดการประมวลผลได้
“หากเปรียบระบบไฟฟ้าเป็นเส้นเลือดหลักของระบบเศรษฐกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบดิจิทัล ก็เป็นเส้นเลือดหลักอีกเส้นหนึ่งเช่นกัน”
เสถียรภาพไฟฟ้าเงื่อนไขลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
นางสาวอาทิตยา ระบุว่า ปัจจัยด้านไฟฟ้าที่ Google ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนมี 2 ส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือ เสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า ส่วนที่สองคือ ทางเลือกในการจัดหาพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเป้าหมายการใช้พลังงานปลอดคาร์บอนตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน หรือ Carbon-Free Energy 24/7
เป้าหมายดังกล่าวหมายถึง การจับคู่ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในแต่ละชั่วโมงกับพลังงานสะอาดในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการซื้อพลังงานสะอาดมาชดเชยในภาพรวมรายปี
อย่างไรก็ตาม การจับคู่พลังงานสะอาดให้ได้ 100% ตลอดทั้งวันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที แต่ต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประเทศที่ต้องการดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จึงควรมีกลไกที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาพลังงานสะอาดได้ด้วยตนเอง
ปัจจุบัน Google จัดหาพลังงานสะอาดในพอร์ตโฟลิโอทั่วโลกประมาณ 35 กิกะวัตต์ ครอบคลุมเทคโนโลยีหลายประเภท ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล พลังงานความร้อนใต้พิภพ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับการจ่ายไฟในอนาคต
พร้อมรับต้นทุนจริง ไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟรายอื่น
สำหรับแนวคิดจัดโครงสร้างค่าไฟเฉพาะสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่กลุ่มใหม่ Google เห็นด้วยกับการแยกต้นทุน หรือ Ring-fence ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ เพื่อไม่ให้ต้นทุนจากการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
อย่างไรก็ดี การคำนวณค่าไฟและค่าบริการระบบโครงข่ายต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและมีความเป็นธรรม หากสามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนว่า ต้นทุนส่วนใดเกิดจากการใช้งานของ Google บริษัทก็พร้อมรับผิดชอบต้นทุนในส่วนนั้นทั้งหมด
นอกจากนี้ หากการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติม Google พร้อมลงทุนล่วงหน้าด้วยเงินของบริษัทเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ภาครัฐเป็นผู้จัดหาเงินลงทุนจนกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะ
ในกรณีที่หน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมดำเนินการ Google ก็พร้อมพัฒนาโครงข่ายภายใต้กฎระเบียบ Grid Code และมาตรฐานที่ภาครัฐกำหนด ก่อนโอนสินทรัพย์ให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปบริหารจัดการต่อ ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทเคยดำเนินการในหลายตลาดทั่วโลก
จับตา PDP 2026 ขอทางเลือกซื้อไฟสะอาดเพิ่ม
นางสาวอาทิตยา กล่าวว่า Google ติดตามการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 อย่างใกล้ชิด และเห็นถึงความพยายามนำพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท
Google วางแผนจัดหาพลังงานในลักษณะใกล้เคียงกับการจัดทำแผน PDP โดยเริ่มจากการพยากรณ์การเติบโตของโหลดไฟฟ้าในระยะ 5-10 ปี จากนั้นจึงประเมินว่า ภายใต้เป้าหมายใช้พลังงานปลอดคาร์บอนตลอด 24 ชั่วโมง ตลาดมีแหล่งพลังงานและกลไกใดรองรับได้บ้าง
ประเทศไทยเริ่มมีแนวทางเปิด Direct PPA, Third Party Access และ Utility Green Tariff ซึ่งถือเป็นทิศทางเชิงบวก แต่ยังสามารถเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นให้ใกล้เคียงกับแนวปฏิบัติในตลาดต่างประเทศได้อีก
เสนอโมเดลพอร์ตโฟลิโอ แทนจับคู่โรงไฟฟ้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ข้อจำกัดสำคัญของกลไกปัจจุบันคือ ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งอาจต้องจับคู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่กำหนดไว้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ขณะที่ Google มองว่า การบริหารจัดการในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอจะตอบโจทย์มากกว่า
บริษัทหนึ่งอาจมีดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่ง จึงควรสามารถบริหารโหลดไฟฟ้ารวมในพอร์ตโฟลิโอเดียวกัน ขณะที่แหล่งผลิตพลังงานสะอาดหลายแห่งก็ควรถูกรวมและบริหารเป็นอีกพอร์ตโฟลิโอหนึ่ง เพื่อให้การผลิตและการใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกันมากที่สุด
อีกแนวทางคือ ให้ภาครัฐจัดพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดและเปิดให้ผู้ใช้ไฟสมัครใช้บริการ โดยมีการไฟฟ้าเป็นตัวกลาง แต่ควรเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อไฟสามารถเข้าไปเจรจากับโรงไฟฟ้าในพอร์ตโฟลิโอได้โดยตรง เพราะผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
หลังจากนั้น ภาครัฐหรือการไฟฟ้าจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลาง จัดทำสัญญาแบบ Back-to-back และเรียกเก็บค่าบริหารจัดการ โมเดลนี้จะช่วยให้พอร์ตการผลิตไฟฟ้าสอดคล้องกับการใช้ไฟและประมาณการโหลดของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ดีขึ้น พร้อมเร่งให้ผู้ประกอบการไปถึงเป้าหมายพลังงานสะอาดได้เร็วกว่าเดิม
ดึงดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยพยุงระบบไฟฟ้า
Google มองว่า Hyperscaler หรือผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่ควรมีบทบาทเป็นเพียงผู้ใช้ไฟทั่วไป แต่ควรเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงให้ระบบ เพราะทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการไฟฟ้า และผู้ลงทุนต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ สะอาด และมีราคาที่เหมาะสม
ตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ได้แก่ การบริหารจัดการโหลดแบบ Demand Response ซึ่งช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถย้ายการใช้ไฟฟ้าบางส่วนไปยังช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือลดการใช้ไฟในช่วงที่ระบบไฟฟ้าเกิดภาวะฉุกเฉิน
Google ยังพร้อมสนับสนุนการลงทุนระบบสมาร์ทกริด รวมถึงการทำ Reconductoring หรือเปลี่ยนสายไฟเดิมเป็นสายไฟเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า โดยบริษัทมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีสายไฟชนิดพิเศษและมีความร่วมมือในหลายประเทศอยู่แล้ว
กรอบเวลาชัด ปลดล็อกไทยสู่ Green Data Center
นางสาวอาทิตยา ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น AI Hub และศูนย์กลาง Green Data Center สิ่งสำคัญคือ ต้องมีกระบวนการและกรอบเวลาที่ชัดเจน ตั้งแต่การขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าไปจนถึงการจัดหาพลังงานสะอาด เพราะความแน่นอนเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุน
ในช่วงเริ่มต้น ดาต้าเซ็นเตอร์อาจยังไม่สามารถใช้พลังงานสีเขียวได้ 100% ตั้งแต่วันแรก แต่สามารถผสมผสานไฟฟ้าจากระบบกับพลังงานสะอาดที่จัดหาได้ ก่อนทยอยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในอนาคต
ภาครัฐจึงควรเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในฐานะผู้ลงทุนระบบสมาร์ทกริด ผู้พัฒนาโครงข่าย และผู้สนับสนุนการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเป็น Green Data Center อย่างแท้จริงในระยะยาว






