thansettakij
thansettakij
NT ชี้ Data Center-AI ดันใช้ไฟพุ่ง แนะรัฐเร่งปลดล็อกไฟสีเขียว

NT ชี้ Data Center-AI ดันใช้ไฟพุ่ง แนะรัฐเร่งปลดล็อกไฟสีเขียว

09 ก.ย. 69 | 10:34 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 10:44 น.

NT ชี้ Data Center ไทยโตแบบก้าวกระโดด รับกระแสคลาวด์และ AI คาดปี 2593 ใช้ไฟสูงถึง 8,800 เมกะวัตต์ แนะรัฐทำ Direct PPA ให้ชัด ซื้อขายไฟสะอาดได้จริง

KEY

POINTS

  • การขยายตัวของธุรกิจ Data Center และเทคโนโลยี AI ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งอาจสูงกว่าที่ภาครัฐคาดการณ์ไว้
  • เทคโนโลยี AI เป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันการใช้ไฟฟ้า เนื่องจากต้องใช้หน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงซึ่งใช้พลังงานมากกว่าเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปหลายเท่า
  • NT เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความชัดเจนและปรับปรุงกระบวนการจัดหาพลังงานสะอาด (ไฟฟ้าสีเขียว) ให้คล่องตัว เพื่อรองรับการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
  • การมีกลไกซื้อขายไฟฟ้าสะอาดที่ชัดเจน เช่น UGT และ Direct PPA จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่ Green Data Center

ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานดิจิทัลและโซลูชัน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวในงานสัมมนา BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER "พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว" จัดโดย”ฐานเศรษฐกิจ” ภายใต้หัวข้อ Data Center & AI Infrastructure : ความท้าทายด้านพลังงาน ว่าอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวครั้งใหญ่ ตามการเติบโตของบริการดิจิทัล ระบบคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งไม่เพียงสร้างโอกาสด้านการลงทุน แต่ยังกลายเป็นโจทย์สำคัญของระบบพลังงานไทย เนื่องจาก Data Center จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง

“ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรม Data Center ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนถูกนำมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026”

ตามประมาณการในแผนดังกล่าว ภายในปี 2593 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 42,000–55,000 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นกำลังไฟฟ้าราว 6,800–8,800 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงประมาณการระดับต่ำถึงปานกลาง โดยพิจารณาจากศักยภาพของระบบไฟฟ้าที่คาดว่าจะสามารถขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการได้ ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการที่ยื่นต่อการไฟฟ้าในปัจจุบัน ตามข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าว อยู่ในระดับประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการลงทุนจริงอาจสูงกว่าตัวเลขในแผนอย่างมาก

ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานดิจิทัลและโซลูชัน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT

ลงทุน Data Center ทะลุหลายแสนล้าน

ดร.วงกต กล่าวว่า ความร้อนแรงของอุตสาหกรรมยังสะท้อนผ่านตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI โดยในปี 2568 มีโครงการ Data Center ยื่นขอรับการส่งเสริมประมาณ 36 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 700,000 ล้านบาท

ส่วนช่วงต้นปี 2569 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มเติมอีกประมาณ 7 โครงการ มูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท ทำให้ในเวลาเพียง 2 ปี ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวตามไปด้วย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นทิศทางเดียวกับตลาดโลก จากการขยายตัวของบริการดิจิทัลและระบบคลาวด์ ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

“บริการดิจิทัลและบริการคลาวด์ทั้งหมดต้องทำงานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ และเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นต้องติดตั้งอยู่ใน Data Center เมื่อประชาชนและองค์กรใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น จำนวนเซิร์ฟเวอร์ พื้นที่ติดตั้ง และการใช้ไฟฟ้าก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

Digital Transformation ดันข้อมูลโต

ปัจจุบัน ประชาชนใช้บริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โซเชียลมีเดีย LINE อีเมล Mobile Banking TikTok ไปจนถึง Facebook ขณะที่ภาคธุรกิจทุกขนาดต่างเร่งทำ Digital Transformation และนำระบบจัดการข้อมูล เครื่องมือทำงานร่วมกัน รวมถึง Data Lake และ Data Warehouse มาใช้ภายในองค์กร

เมื่อปริมาณข้อมูลและธุรกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้น ความต้องการกำลังประมวลผล เซิร์ฟเวอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน Data Center จึงขยายตัวตามการใช้งานจริง

นอกจากบริการดิจิทัลทั่วไปแล้ว AI ยังเป็นตัวเร่งสำคัญ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ Generative AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ที่เริ่มถูกนำมาใช้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร

ระบบ AI ต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะ GPU ซึ่งใช้ไฟฟ้ามากกว่าเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปหลายเท่า จากเดิมเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปอาจใช้ไฟประมาณ 5–10 กิโลวัตต์ต่อแร็ก แต่ระบบสำหรับประมวลผล AI สามารถใช้ไฟเพิ่มขึ้นถึงระดับหลายร้อยกิโลวัตต์ต่อแร็ก

การลงทุน Data Center ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI ขนาด 20 เมกะวัตต์ 50 เมกะวัตต์ หรือ 100 เมกะวัตต์ จึงกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน

“AI เป็นบริการดิจิทัลประเภทหนึ่ง แต่เป็นบริการที่ใช้ทรัพยากรประมวลผลและใช้ไฟฟ้าสูง เมื่อความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center”

จากที่ฝากเซิร์ฟเวอร์ สู่โครงสร้างพื้นฐานประเทศ

ดร.วงกต อธิบายว่า ธุรกิจ Data Center ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ โดย NT ดำเนินธุรกิจด้านนี้มาประมาณ 20 ปี ในระยะแรก Data Center มีบทบาทหลักในการให้บริการ Co-location หรือรับฝากวางเซิร์ฟเวอร์จากองค์กรที่ไม่ต้องการติดตั้งและดูแลระบบไว้ภายในสถานที่ของตนเอง

Data Center ที่ได้มาตรฐานต้องมีระบบไฟฟ้าที่เสถียร ระบบสำรองไฟฟ้า UPS เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบแจ้งเตือน และระบบควบคุมการเข้าออก เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้เกิดปัญหากับระบบไฟฟ้าหลัก

ในอดีต Data Center ส่วนใหญ่จึงตั้งอยู่ในเขตเมือง เพื่อให้องค์กรเจ้าของเซิร์ฟเวอร์สามารถเดินทางเข้าไปดูแลหรือแก้ไขระบบได้สะดวก อีกทั้งการที่เซิร์ฟเวอร์จำนวนมากอยู่ใกล้กันยังช่วยสร้างระบบนิเวศด้านการเชื่อมต่อ ทำให้แลกเปลี่ยนข้อมูลได้รวดเร็ว ลดความหน่วงและต้นทุนการเชื่อมโยงโครงข่าย

แต่เมื่อ Data Center ขยายขนาดจากระดับ 2–3 เมกะวัตต์ ไปสู่หลายสิบหรือหลายร้อยเมกะวัตต์ ความพร้อมของระบบไฟฟ้า พื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการลงทุน

NT ชี้ Data Center-AI ดันใช้ไฟพุ่ง แนะรัฐเร่งปลดล็อกไฟสีเขียว

Green Data Center ต้องทำพร้อมกัน 2 ด้าน

สำหรับแนวทางพัฒนา Green Data Center ดร.วงกตมองว่าต้องดำเนินการพร้อมกัน 2 มิติ ได้แก่ การออกแบบ Data Center ให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และการจัดหาพลังงานสะอาดมาใช้ภายในศูนย์

ไฟฟ้าที่ใช้ใน Data Center แบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก คือไฟฟ้าที่จ่ายให้กับเซิร์ฟเวอร์ และไฟฟ้าที่ใช้กับระบบสนับสนุนภายในศูนย์ โดยเฉพาะระบบทำความเย็น ซึ่งต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อควบคุมไม่ให้อุปกรณ์มีอุณหภูมิสูงเกินไป

แม้ผู้ประกอบการ Data Center อาจไม่สามารถควบคุมประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์ที่ลูกค้านำมาติดตั้งได้ทั้งหมด แต่สามารถบริหารจัดการพลังงานที่ใช้กับระบบสนับสนุนได้โดยตรง

Data Center รุ่นใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบทำความเย็น และวัดประสิทธิภาพผ่านค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE ขณะที่ศูนย์ซึ่งรองรับระบบ AI เริ่มนำเทคโนโลยี Liquid Cooling มาใช้แทนการระบายความร้อนด้วยอากาศ เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นได้มาก

เมื่อออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้ไฟฟ้าที่นำมาใช้มาจากพลังงานสะอาด

รอความชัดเจน UGT-Direct PPA

ภาครัฐอยู่ระหว่างผลักดันกลไกจัดหาพลังงานสะอาดหลายรูปแบบ ทั้งอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff: UGT และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ หรือ Direct PPA ผ่านการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม หรือ Third Party Access: TPA

ดร.วงกต มองว่า หากนโยบายเหล่านี้มีความชัดเจน ราคาสามารถเข้าถึงได้ และเกิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้จริง จะมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศไทย

ในฐานะผู้ประกอบการโทรคมนาคมและดิจิทัล NT ไม่ได้เป็นผู้ผลิตพลังงานโดยตรง แม้จะสามารถติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ภายในพื้นที่ได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอและอาจไม่มีเสถียรภาพเพียงพอต่อการทำงานของ Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา

NT จึงต้องพึ่งพาพลังงานจากระบบโครงข่ายเป็นหลัก พร้อมศึกษาแนวทางใช้กลไก UGT และการทำ Direct PPA ร่วมกับพันธมิตรด้านพลังงานในระยะยาว

สำหรับ Data Center แห่งใหม่ การวางแผนด้านพลังงานต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ทั้งประเภทของพลังงาน ช่องทางการนำไฟเข้าสู่โครงการ ระบบสำรองไฟฟ้า และระบบแบตเตอรี่ เพราะการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดไม่สามารถรอให้ก่อสร้างศูนย์เสร็จแล้วจึงค่อยเริ่มจัดหาไฟฟ้า

ส่วน Data Center ที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว หากกลไก UGT และ Direct PPA มีความชัดเจน ก็สามารถนำมาใช้จัดหาพลังงานสะอาดให้กับศูนย์เดิมได้เช่นกัน โดยปัจจุบัน NT อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ทั้งสำหรับ Data Center เดิมและโครงการใหม่

นโยบายต้องชัด กระบวนการต้องเร็ว

ดร.วงกต ย้ำว่า นโยบายภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ทั้งในด้านระดับการส่งเสริม เงื่อนไขการกำกับดูแล และสิทธิประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุน Data Center

หากนโยบายมีความชัดเจนและต่อเนื่อง ภาคเอกชนจะสามารถคาดการณ์ต้นทุนและวางแผนการลงทุนระยะยาวได้ ขณะที่การขับเคลื่อน Green Data Center จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านปริมาณไฟฟ้าสะอาดของประเทศในช่วง 4–5 ปีข้างหน้าด้วย

สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือทำให้พลังงานสะอาดที่มีอยู่สามารถซื้อขายและส่งมอบได้จริง มีกระบวนการที่คล่องตัว ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีใบรับรองแหล่งที่มาของพลังงานอย่างน่าเชื่อถือ

“ปัจจัยสำคัญมี 2 เรื่อง คือ นโยบายต้องชัดเจน และกระบวนการต้องคล่องตัว หากทำให้ไฟฟ้าสะอาดซื้อขายและส่งมอบได้จริง พร้อมตรวจสอบย้อนกลับได้ ก็จะเปิดโอกาสให้ Data Center ของประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่ Green Data Center ได้อย่างเป็นรูปธรรม”