thansettakij
thansettakij
3 การไฟฟ้าฯ-กกพ.-WHAUP แท็กทีมดัน Smart Grid รับ Data Center-พลังงานสีเขียว

3 การไฟฟ้าฯ-กกพ.-WHAUP แท็กทีมดัน Smart Grid รับ Data Center-พลังงานสีเขียว

09 ก.ย. 69 | 10:34 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ย. 69 | 12:32 น.

กฟผ. - กฟน. - กฟภ. และ กกพ. ผนึกกำลังรื้อวิธีคิดระบบไฟฟ้าไทย ดัน Smart Grid รับยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน เผยแผนรับมือความผันผวนจากโซลาร์-EV-ดาต้าเซนเตอร์ ลุยอัปเกรด Smart Meter เพิ่มความยืดหยุ่นสายส่ง

KEY

POINTS

  • 3 การไฟฟ้าฯ กกพ. และ WHAUP ร่วมผลักดันการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • การไฟฟ้าฯ มุ่งยกระดับโครงข่ายให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) และสามารถบริหารจัดการข้อมูลได้ (Visibility) ผ่านเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าจากความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน
  • กกพ. อยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เช่น การให้บุคคลที่สามใช้โครงข่าย (TPA) และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (UGT) เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทั้งความมั่นคงและพลังงานสะอาดในการลงทุน

ฐานเศรษฐกิจจัดเวทีสัมมนา THE BIG ISSUE PDP 2026 ENERGY GREEN POWER ในหัวข้อ “Smart Grid : โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ กับอนาคตระบบพลังงานไทย” สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าไทย เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ได้มุ่งเพียงความเพียงพอและความมั่นคงของระบบอีกต่อไป แต่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการพลังงานที่สะอาด มีความยืดหยุ่น และสามารถบริหารจัดการการผลิตและการใช้ไฟฟ้าให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

วันนี้ (9 กันยายน 2569) ฐานเศรษฐกิจจัดเวทีสัมมนา THE BIG ISSUE PDP 2026 ENERGY GREEN POWER ในหัวข้อ “Smart Grid โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ กับอนาคตระบบพลังงานไทย” เปิดมุมมองการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไทย ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการขยายตัวของ Data Center และ AI ซึ่งทำให้ระบบไฟฟ้าต้องยกระดับทั้งด้านข้อมูล การควบคุม และความยืดหยุ่น

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไฟฟ้าเริ่มต้นจากฝั่ง Demand หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้ใช้ไฟฟ้าให้ความสำคัญกับปริมาณไฟฟ้าที่เพียงพอและความต่อเนื่องของการจ่ายไฟ ปัจจุบันความต้องการขยายไปถึงแหล่งที่มาของไฟฟ้า โดยเฉพาะความต้องการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงการบริหารจัดการช่วงเวลาการผลิตและการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องมีระบบบริหารจัดการที่สามารถประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี Energy Management System ที่อาศัย Data และ Information เป็นพื้นฐานสำคัญ

Smart Grid ต้องบริหารจัดการตัวเอง

นายวฤต กล่าวว่า ทั้งระบบสายส่งของ กฟผ. ระบบจำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ Microgrid ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญของ Smart Grid คือระบบต้องสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แม้ความเป็น Smart ของแต่ละระบบจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมีร่วมกันคือ ระบบสื่อสารและข้อมูล โดยเฉพาะ Smart Meter ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าได้ละเอียดตั้งแต่ระดับนาทีไปจนถึงระดับวินาทีตามรูปแบบการใช้งาน PDP ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากกำลังผลิตสู่โอกาสไฟดับ

 

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

สำหรับการวางแผนระบบไฟฟ้าในอดีตจะให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง รวมถึงมีกำลังผลิตสำรองเพียงพอรองรับช่วง Peak แต่เมื่อโครงสร้างพลังงานเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน วิธีคิดดังกล่าวจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ดังนั้นการวางแผนระบบไฟฟ้าจึงต้องนำ โอกาสที่จะเกิดไฟดับ การผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง มาคำนวณร่วมกัน โดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจะช่วยประมวลผลตัวแปรจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

นายวฤต ระบุว่า การรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในบริบทใหม่จำเป็นต้องเพิ่ม “ความยืดหยุ่น” ให้กับระบบ รวมถึงนำระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage เข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงานโดย Battery มีจุดเด่นด้านการตอบสนองที่รวดเร็ว ขณะที่ Pumped Hydro เหมาะกับการย้ายพลังงานปริมาณมากข้ามช่วงเวลา แต่การเลือกใช้เทคโนโลยีจำเป็นต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศและพื้นที่ “บริบทของประเทศไทยมีความแตกต่างจากประเทศอื่น เพราะเมื่อลองติดตั้ง Battery ก็พบว่าระบบต้องใช้พลังงานสำหรับการควบคุมอุณหภูมิและการทำความเย็นค่อนข้างมากดังนั้น การลงทุนจึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและการใช้ประโยชน์สูงสุด” นายวฤตกล่าว

นอกจาก Energy Storage แล้ว ระบบส่งไฟฟ้าจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบได้เร็วขึ้น จากเดิมที่อุปกรณ์บางประเภทตอบสนองในระดับวินาทีหรือหนึ่งในสิบของวินาที ในอนาคตอาจต้องพัฒนาไปสู่ระดับหนึ่งในร้อยวินาที เพื่อรับมือกับความผันผวนของระบบที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีย่อมมีต้นทุน ดังนั้น การลงทุนใน Smart Grid จำเป็นต้องมองทั้งภาพรวมของระบบและความต้องการเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดData Center ตัวเร่งโจทย์ Grid อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการขยายตัวของ Data Center และ AI ซึ่งอาจทำให้รูปแบบการใช้ไฟฟ้าในบางพื้นที่มีความผันผวนสูง การใช้ไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามลักษณะการประมวลผลข้อมูล และส่งผลกระทบต่อทั้งความถี่ของระบบที่ระดับ 50 Hz และแรงดันไฟฟ้า ทำให้ระบบจำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่ช่วยลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพของระบบในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น

แผนลงทุน Smart Grid

สำหรับการวางแผนลงทุนเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน รวมถึงอุปกรณ์ควบคุมแรงดันและระบบกักเก็บพลังงาน จำเป็นต้องพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ เวลา สถานที่ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ประเด็นแรกคือ เวลา ต้องลงทุนให้ถูกจังหวะกับความต้องการใช้จริง ไม่ควรลงทุนเร็วเกินไปจนเกิดสินทรัพย์ที่ยังไม่มีการใช้งาน

ขณะเดียวกันต้องลงทุนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้า ประเด็นที่สองคือ สถานที่หรือจุดติดตั้ง เนื่องจากอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าหลายประเภทมีต้นทุนลงทุนสูง การทำให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่าจึงต้องพิจารณาว่าควรติดตั้งในระดับใดของระบบหากเป็นโรงงานเพียงแห่งเดียวที่ติดตั้งโซลาร์และต้องการ Battery ระบบกักเก็บพลังงานอาจติดตั้งที่โรงงานโดยตรง แต่หากเป็นระดับชุมชนที่มีโซลาร์ชุมชนและมีช่วงเวลาที่ไฟฟ้าเกินหรือขาด อาจติดตั้ง Battery ในระดับระบบจำหน่าย เพื่อให้สามารถแชร์พลังงานภายในชุมชนหรือ Microgrid ได้ ขณะที่หากความต้องการขยายไปถึงระดับนิคมอุตสาหกรรม อาจพิจารณาติดตั้งในระดับ Feeder เพื่อให้ผู้ใช้หลายรายสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนความต้องการในวงกว้างระดับจังหวัด อาจพิจารณาระบบในระดับสายส่ง หรือกระจายการติดตั้งในหลายระดับของระบบไฟฟ้า

ประเด็นที่สามคือ “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” ไม่จำเป็นต้องเลือกเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกพื้นที่ เพราะความต้องการของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน บางพื้นที่อาจต้องการเพียงอุปกรณ์ควบคุมแรงดัน

ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทคที่มีการใช้ไฟฟ้าซับซ้อนและต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว อาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงขึ้น การเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานจะช่วยให้ต้นทุนการลงทุนอยู่ในระดับที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงจากการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็น

กฟน.ชี้ Solar ยังรับได้ 10% ของ Demand

ด้านนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า ในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟน. ประเด็นที่เห็นชัดเจนคือการเพิ่มขึ้นของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะที่ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของโซลาร์ตามมาตรการภาครัฐในปัจจุบันยังไม่รุนแรง และระบบโครงข่ายยังสามารถรองรับได้ ปัจจุบัน กฟน.มี Demand ในระบบประมาณ 10,000 เมกะวัตต์

ขณะที่กำลังผลิตจากโซลาร์ที่อยู่ในระบบมีประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ หรือราว 10% ของ Demand โดยในช่วง Peak ระบบยังสามารถรองรับได้ตามปกติ และยังมีศักยภาพรองรับการเพิ่มขึ้นของโซลาร์ได้อีกระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม กฟน.ได้ศึกษาและดำเนินการ Pilot Test เพื่อเตรียมระบบรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญกับการรักษาระดับแรงดันไฟฟ้าที่ส่งถึงประชาชนให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า

นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง

นายดิชวัฒน์ กล่าวว่า รูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อแรงดันในระบบแตกต่างกันตามช่วงเวลา โดยช่วงกลางวันที่มีการผลิตไฟฟ้าจาก Solar จำนวนมากอาจทำให้แรงดันในระบบสูงขึ้น ขณะที่ช่วงหัวค่ำซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าจากการชาร์จ EV เพิ่มขึ้น อาจทำให้แรงดันลดลง โดยกฟน.จึงจำเป็นต้องนำอุปกรณ์เข้ามาช่วยควบคุมระดับแรงดัน เพื่อให้ไฟฟ้าที่ถึงผู้ใช้ยังคงอยู่ในระดับปกติและปลอดภัย โดยการติดตั้งอุปกรณ์จะพิจารณาตามความจำเป็นและสภาพของแต่ละพื้นที่ หนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้คือ OLTC หรือหม้อแปลงที่สามารถปรับระดับแรงดันได้ เพื่อเพิ่มหรือลดระดับแรงดันให้เหมาะสมกับสภาพการใช้ไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่

กฟภ.ดันโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

ฟากนายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า สำหรับแนวทางการปรับตัวของระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบัน ที่ผ่านมาพบว่าผู้ใช้ไฟฟ้ามีสถานะเป็นเพียงผู้บริโภค แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาสู่การเป็น Prosumer หรือเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้งานพลังงาน

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการติดตั้งโซลาร์เซลล์และการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาซึ่งความท้าทายในการบริหารจัดการระบบแรงดันไฟฟ้า เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน 

พงศกร ยุทธโกวิท. รองผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม การการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ทั้งนี้ในช่วงกลางวันที่มีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จำนวนมากแต่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย จะส่งผลให้แรงดันไฟฟ้าสูงขึ้นกว่าปกติ ขณะที่ช่วงกลางคืนที่มีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นจนแรงดันไฟฟ้าลดต่ำลง ซึ่งความผันผวนเหล่านี้ทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าแบบเดิมไม่สามารถรักษาสมดุลของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ

หนุนเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ

นายพงศกร กล่าวต่อว่า กฟภ. ได้เล็งเห็นความจำเป็นในการติดตั้งเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อให้เท่าทันต่อสถานการณ์ ทั้งในส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟปริมาณมากและที่ตัวหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อจัดเก็บข้อมูลความละเอียดสูงเกี่ยวกับความผันผวนของแรงดันไฟฟ้าในจุดต่าง ๆ ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการประมวลผล สร้างแบบจำลอง (Modeling) และวางแผนพยากรณ์ล่วงหน้า (Forecasting) เพื่อให้การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่เป็นไปอย่างเหมาะสม เช่น การพิจารณาเพิ่มหม้อแปลงไฟฟ้าในจุดที่มีความต้องการสูง หรือการติดตั้งอุปกรณ์ชดเชยแรงดันไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในจุดที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้การใช้งบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด แทนการติดตั้งเซ็นเซอร์ในทุกจุดที่อาจนำไปสู่ภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็น

นอกจากนี้ นายพงศกร ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลจากกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่มีการก่อสร้างและเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนย้ายและติดตั้งได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว

"เราไม่ได้แค่ติดตั้งเทคโนโลยี แต่เรากำลังสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่พร้อมตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างตรงจุด" นายพงศกร กล่าว

อย่างไรก็ดีการพัฒนาระบบให้มีความทันสมัยและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ กฟภ. สามารถตอบคำถามและแก้ไขปัญหาความเสถียรของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภค พร้อมขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพและสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ขายไฟฟ้า รับพลังงานหมุนเวียน

นายพงศกร กล่าวต่อว่า ขณะที่แนวทางการบริหารจัดการและเพิ่มศักยภาพการรองรับพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย โดยหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดคือการสร้างสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้งานไฟฟ้าเพื่อให้ระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าเดิมสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนได้ในปริมาณสูงสุด "

ทั้งนี้จากการประเมินในเชิงเทคนิค พบว่า หากสามารถบริหารจัดการความสมดุลนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบจะมีความสามารถในการรองรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจรองรับได้ถึง 5,000 เมกะวัตต์โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม และหากมีการวางแผนการติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม (Appropriate Location) ที่สอดคล้องกับความต้องการของระบบ ศักยภาพการรองรับอาจขยับสูงขึ้นได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนซ้ำซ้อนในคุณค่าของการลงทุนโครงสร้างระบบไฟฟ้าได้ในระยะยาว นายพงศกรได้เสนอให้มีการนำกลไกราคาที่ยืดหยุ่นหรือการแปรผันของราคาพลังงาน (Price Variation) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ

เช่นเดียวกับรูปแบบที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มประเทศยุโรป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและผู้ลงทุนเลือกติดตั้งโซลาร์เซลล์ในจุดที่ระบบมีความต้องการและในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งราคาที่สะท้อนมูลค่าจริงตามช่วงเวลาและสถานที่ จะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้ลงทุนและช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด อย่างไรก็ตามการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องมีการกำหนดกติกาตลาดพลังงานและเงื่อนไขทางเทคนิคที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจและมูลค่าทางการตลาด (Market Valuation) ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งการสร้างระบบนิเวศพลังงานที่มีความชัดเจนในข้อบังคับและกฎเกณฑ์นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการลงทุนที่ถูกต้องตามกาลเวลาและสถานที่เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนและเกิดความคุ้มค่าสูงสุดในเชิงเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

กกพ.รุกเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายกัลย์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ทิศทางการปรับปรุงกฎระเบียบและโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ปฏิบัติงาน อยู่ระหว่างกำหนดทิศทางผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดพลังงานที่เปิดกว้าง อย่างไรก็ดีหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการมุ่งเน้นนโยบายการเปิดให้บุคคลที่สามสามารถเข้าใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้ (Third Party Access: TPA) เพื่อรองรับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น (Electrification) เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการผลิตไฟฟ้าแบบสองทิศทาง

นายกัลย์ แสงเรือง รองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน

ดังนั้น กกพ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพการจ่ายไฟฟ้าให้ได้มาตรฐาน หัวใจสำคัญคือไฟต้องมั่นคงและมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดอาชีพและโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ โดยต้องไม่กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการ และไม่เป็นภาระต่อประชาชนทุกคน" นายกัลย์ กล่าว

ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน นายกัลย์ ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเป็นธรรมในการลงทุน (Investment Fairness) โดยต้องมีหลักการบริหารจัดการค่าผ่านสายส่งและอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมโมเดลธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดจนการดูแลไม่ให้เกิดภาระต้นทุนส่วนเกินที่จะตกไปถึงผู้บริโภคทั่วไปหรือกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับทิศทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสากล

เปิดตลาดไฟฟ้า รุกพลังงานสีเขียว

นายกัลย์ กล่าวต่อว่า ด้านทิศทางความคืบหน้าและแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าไทย เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของความต้องการพลังงานสะอาดและการเปิดเสรีภาคพลังงานในอนาคต ขณะนี้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งบูรณาการนโยบายและวางกรอบเวลาการเปิดตลาดไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นและเสรีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้มีส่วนร่วมในระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการผลิตและการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้มากขึ้น ทั้งนี้หนึ่งในหัวใจสำคัญของการปรับตัวคือการตอบสนองความต้องการใช้พลังงานสีเขียวในภาคอุตสาหกรรมผ่านกลไกอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (UGT) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือรูปแบบที่ผู้ซื้อรับไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในระบบปกติ และรูปแบบที่เจาะจงแหล่งที่มาของพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องการความชัดเจนด้านแหล่งกำเนิดพลังงาน โดยอัตราค่าไฟฟ้าภายใต้กลไกนี้จะถูกออกแบบให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสร้างความมั่นใจผ่านสัญญาระยะยาว เช่น 10 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการและคาดการณ์ต้นทุนพลังงานได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ กกพ. ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงสร้าง ค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge) เพื่อรองรับนโยบายการเปิดให้บุคคลที่สามสามารถเข้าใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อหรือผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนและส่งผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าเดิมไปยังจุดใช้งานได้โดยสะดวก โดยปัจจุบันมีการพิจารณาอัตราค่าบริการที่เหมาะสม อาทิ อัตราเบื้องต้นที่เคยมีการหารือกันที่ประมาณ 34 สตางค์ เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงานและรักษาสมดุลของระบบ ซึ่งกรอบการดำเนินงานนี้จะช่วยสนับสนุนทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) รายเดิมและรายใหม่ให้สามารถดำเนินธุรกิจไฟฟ้าสีเขียวได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) เข้าสู่ระบบในปริมาณมาก ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเนื่องจากความผันผวนของแหล่งพลังงาน กกพ. จึงต้องวางรากฐานการบริหารจัดการที่รวมถึงการพิจารณาค่าบริการสำรองระบบ (Standby Charge) สำหรับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองแต่ยังคงต้องพึ่งพาระบบโครงข่ายหลักเพื่อความเสถียร เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการต้นทุนจะไม่ส่งผลกระทบหรือเป็นภาระต่อผู้บริโภคทั่วไป การปฏิรูปโครงสร้างราคาและกลไกตลาดในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม กระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ผ่านระบบตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่ทันสมัยและยืดหยุ่นกว่าเดิม

WHAUP ย้ำ "ความเสถียร-สีเขียว" ต้องเดินคู่กัน

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าวว่า คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งในวงสนทนาเรื่องพลังงาน คือประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับความเสถียรของระบบไฟฟ้า หรือมุ่งไปสู่พลังงานสีเขียวมากกว่ากัน ซึ่งเป็นคำถามที่มีความละเอียดอ่อนทั้งในมิติปัจจุบันและอนาคต โดยทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตหรือการใช้พลังงานย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้นตามมา

​อัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

ดังนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพื้นฐานก่อน คือความเสถียรของระบบ เพราะเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้การเดินหน้าไปสู่พลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ในบริบทของโลกปัจจุบันที่แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้ หากไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดของผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุน เนื่องจากภาระดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังผู้ซื้อไฟฟ้าโดยตรง จึงไม่ควรมองว่าเป็นการเลือกระหว่างความเสถียรกับพลังงานสีเขียวเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องหาจุดที่ทั้งสองเรื่องนี้ไปด้วยกันได้ ปัจจุบันมีกรณีที่ผู้ใช้ไฟฟ้าบางรายมีพื้นที่ติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาดไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน จำเป็นต้องพึ่งพาการจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ซึ่งเป็นจุดที่ Smart Grid จะเข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงและบริหารจัดการพลังงานระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าด้วยกัน เช่น กรณีโรงงานใกล้เคียงกันที่มีพื้นที่ติดตั้งพลังงานสะอาดมากแต่ความต้องการใช้ไม่มาก ขณะที่โรงงานข้างเคียงมีความต้องการสูงกว่าพื้นที่ติดตั้งของตน หากซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างกันได้ ก็จะช่วยให้การใช้พลังงานสะอาดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแล้วแนวคิด Demand Response หรือการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยผู้ใช้ไฟฟ้าบางรายยินยอมลดหรือปิดการใช้งานอุปกรณ์บางส่วนในช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระโดยรวมของระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ท้ายที่สุดแล้วความเสถียรของระบบไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวไม่สามารถแยกจากกันได้ Smart Grid คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะรองรับทั้งสองเรื่องควบคู่กันไป สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เข้ามาพูดคุยกับบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ถามถึงทั้งสองประเด็นไปพร้อมกัน ไม่ได้แยกถามเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ

นายอัครินทร์ ระบุว่าคำถามที่ได้รับจากผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาลงทุน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่มาตรการทางภาษีหรือกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานจริงในราคาที่เหมาะสม โดยราคาต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันมากเกินไป ซึ่งความเสถียรของระบบไฟฟ้าไทยยังเป็นจุดแข็งที่เหนือกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค และเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแนวโน้มการเปิดให้เข้าถึงโรงไฟฟ้าและตลาดซื้อขายพลังงานมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาซื้อขายพลังงานในระบบ ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น และช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านการส่งจ่ายไฟฟ้าบางจุด แต่ยังต้องพิจารณาว่าการติดตั้งและการลงทุนที่เกี่ยวข้องต้องเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง เนื่องจากใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

ขณะที่กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง นายอัครินทร์เห็นว่ากฎเกณฑ์เดิมอาจต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐในการทบทวนและปรับปรุงกฎเกณฑ์ เพื่อให้การพัฒนา Smart Grid เดินหน้าต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยสิ่งที่ท้าทายที่สุดในขณะนี้คือการทำให้แนวคิดเรื่อง Smart Grid เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งยังมีคำถามที่ต้องหาคำตอบร่วมกัน ทั้งรูปแบบการดำเนินการที่เหมาะสมและแนวทางการขับเคลื่อนที่สอดคล้องกัน

"การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย มากกว่าการอ้างอิงจากแนวทางการดำเนินงานแบบเดิมที่ผ่านมา เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนเกิดขึ้นบนพื้นฐานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการขับเคลื่อน Smart Grid คือนโยบายรัฐต้องสนับสนุน ควบคู่กับความเร็วที่ต้องทำคู่กัน" นายอัครินทร์ กล่าว