
จับตา PDP2026 วาง 'ทางร่วม' ถึงปี 2580 เปิด 3 ทางเลือกสู่ Net Zero ดัน BESS 40 GW
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจับตา PDP2026 วางแผน 2 ช่วง เปิด 3 ทางเลือกสู่ Net Zero ดัน BESS ความต้องการ 40–40.5 GW ขณะที่ Solar-Wind ลงทุนได้ล่วงหน้า
KEY
POINTS
- แผน PDP2026 ปรับโครงสร้างใหม่เป็น 2 ช่วง โดยวาง "ทางร่วม" ถึงปี 2580 ก่อนจะเปิด 3 ทางเลือกสู่เป้าหมาย Net Zero ในช่วงปี 2581-2593
- 3 ทางเลือกสู่ Net Zero ประกอบด้วย CCS-Driven, Balance Net Zero และ RE-Led เพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านต้นทุนเทคโนโลยีและความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต
- ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในทุกทางเลือก โดยคาดว่าจะมีความต้องการสูงถึง 40-40.5 GW เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ทิศทาง PDP2026 ปรับรูปแบบจากแผนเดิม สู่การวาง “ทางร่วม” ระยะปัจจุบันถึงปี 2580 ก่อนเปิด 3 ทางเลือกช่วงปี 2581–2593 ทั้ง CCS-Driven, Balance Net Zero และ RE-Led รองรับความไม่แน่นอนด้านต้นทุนเทคโนโลยี ความต้องการไฟฟ้า และกฎเกณฑ์ Net Zero ขณะที่ BESS กลายเป็นโครงสร้างสำคัญของทุกเส้นทาง ความต้องการแตะ 40–40.5 GW
PDP2026 พลิกแนวคิด วางแผน 2 ช่วง เปิดทางเลือกตามสถานการณ์
ทิศทางการจัดทำ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2026 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากแนวทางเดิมที่กำหนดประเภทโครงการและกรอบเวลาค่อนข้างชัดเจน สู่การวางแผนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา และเปิดทางเลือกสำหรับการเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แนวทางการร่าง PDP2026 ในเบื้องต้นจะเน้นการวาง “ทางร่วม” ตั้งแต่ปัจจุบันไปจนถึงปี 2580 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าที่จำเป็น ขณะที่ช่วงปี 2581–2593 จะเปิดไว้เป็น 3 แนวทาง เพื่อให้ภาครัฐสามารถปรับเปลี่ยนตามปัจจัยแวดล้อมที่เกิดขึ้นในอนาคต
ทั้ง 3 ทางเลือกประกอบด้วย
- CCS-Driven มีกำลังการผลิตรวม 76.35 กิกะวัตต์ (GW)
- Balance Net Zero ที่ 96.25 GW
- RE-Led ที่ 149.9 GW
โดยการกำหนดทางเลือกที่แตกต่างกันสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยสำคัญ ทั้งต้นทุนเทคโนโลยี แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า รวมถึงกฎเกณฑ์และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน
BESS โครงสร้างสำคัญ ไม่ว่าจบที่ทางเลือกไหน
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความสำคัญร่วมกันในทุกทางเลือกคือ Battery Energy Storage System (BESS) เนื่องจากระบบกักเก็บพลังงานจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ไม่ว่าไทยจะเลือกแนวทาง CCS-Driven, Balance Net Zero หรือ RE-Led ต่างมีความต้องการ BESS ในช่วงปี 2581–2593 ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 40–40.5 GW
ประเด็นดังกล่าวทำให้ BESS กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สามารถมองเห็นโอกาสได้ค่อนข้างชัดเจน แม้ปลายทางของ PDP2026 จะยังมีความไม่แน่นอน เพราะไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด ระบบกักเก็บพลังงานยังมีความจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า
RE ลงทุนล่วงหน้าได้ แม้ยังไม่รู้ทางเลือกสุดท้าย
ขณะเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy :RE) โดยเฉพาะ Solar และ Wind ยังคงมีบทบาทในทุกแนวทางของ PDP2026 แม้ระดับการเพิ่มกำลังการผลิตจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ 39.35–114.0 GW
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความแตกต่างของกำลังการผลิตในแต่ละทางเลือกไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานหมุนเวียนจำเป็นต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐก่อนจึงจะเริ่มเตรียมตัว เนื่องจากไม่ว่ารัฐจะเลือกเส้นทางใด การเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการลดการปล่อยคาร์บอนและการเดินหน้าสู่ Net Zero
ดังนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจ RE สามารถเตรียมความพร้อมด้านโครงการ เทคโนโลยี เงินลงทุน และห่วงโซ่อุปทานล่วงหน้าได้ โดยเฉพาะการเตรียมรองรับความต้องการไฟฟ้าสะอาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
CCGT–CCS–SMR ตัวแปรสำคัญ ชี้ต้นทุนไฟฟ้าในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือบทบาทของเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าอย่าง CCGT, CCS และ SMR ว่าจะถูกกำหนดให้มีสัดส่วนและความยืดหยุ่นในการเดินระบบมากน้อยเพียงใด
ปัจจัยสำคัญจะอยู่ที่พัฒนาการของต้นทุนเทคโนโลยีว่าเข้าสู่ระดับ Maturity มากน้อยเพียงใดในช่วงเวลาที่มีการกำหนดรายละเอียดของแผนในอนาคต หากเทคโนโลยีเหล่านี้มีต้นทุนลดลงและมีความพร้อมเชิงพาณิชย์มากขึ้น ก็อาจทำให้ทางเลือกในการจัดโครงสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความชัดเจนด้านต้นทุนจะช่วยให้ภาครัฐสามารถประเมินต้นทุนการรับซื้อไฟฟ้าจากเทคโนโลยีแต่ละประเภทได้แม่นยำขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการออกแบบโครงสร้างการผลิตและการจัดหาไฟฟ้าในระยะยาว
อีกปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ Demand ไฟฟ้า หากความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของ Data Center การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือภาคอุตสาหกรรมใหม่ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อขนาดและองค์ประกอบของกำลังผลิตที่จำเป็น
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ PDP2026 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกเพียงหนึ่งในสามเส้นทางเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของภาครัฐในการปรับแผนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ต้นทุน และความต้องการไฟฟ้า ขณะที่ผู้ประกอบการทั้งธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และผู้บริโภค จำเป็นต้องเตรียมรับมือกับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนผ่านในระยะยาว







