
ปส. จับมือ IAEA - ASEANTOM ยกระดับความปลอดภัยรับเทคโนโลยี SMR
ปรมาณูเพื่อสันติ จับมือ IAEA - ASEANTOM เดินหน้ายกระดับศักยภาพประเทศไทยและอาเซียนในการรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี พร้อมเสริมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งอนาคต รวมถึง SMR
KEY
POINTS
- สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ร่วมมือกับ IAEA และ ASEANTOM จัดการฝึกอบรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการสื่อสารและประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์
- การเสริมสร้างความพร้อมด้านความปลอดภัยนี้ เป็นการเตรียมการเพื่อรองรับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์สมัยใหม่อย่างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) ในอนาคต
- การฝึกอบรมเน้นการใช้สถานการณ์จำลอง (Tabletop Exercise) เพื่อพัฒนาแนวทางการสื่อสารร่วมกันของอาเซียน และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ
- กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเสริมสร้างบทบาทผู้นำของไทยด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในภูมิภาค ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานเครือข่าย ASEANTOM ในปี 2571
นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยจากพลังงานปรมาณูในภูมิภาคอาเซียน (ASEANTOM)
จัดการฝึกอบรมระดับภูมิภาคที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการ RAS9101 เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการสื่อสารและการประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์หรือรังสี โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพื่อยกระดับบทบาทประเทศไทยสู่การมี International Leadership ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในภูมิภาค
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบกำกับดูแล กฎหมาย มาตรฐานสากล บุคลากร และระบบเตรียมพร้อมตอบสนองเหตุฉุกเฉิน ถูกวางเป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศเป็นไปอย่างปลอดภัยและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด
ความพร้อมดังกล่าวครอบคลุมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในหลายภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรค การเกษตรและอาหารเพื่อยกระดับผลผลิตและความปลอดภัย ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมเพื่อการตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงในการเฝ้าระวังวัสดุกัมมันตรังสี
ประเด็นที่มีนัยต่อทิศทางพลังงานในอนาคตคือการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์สมัยใหม่อย่าง Small Modular Reactors (SMRs) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากหลายประเทศทั่วโลกในฐานะทางเลือกด้านพลังงาน
นพ.รุ่งเรือง ระบุว่า การมีระบบกำกับดูแลและระบบเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินที่เข้มแข็งเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญ หากประเทศไทยพิจารณานำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในอนาคต สะท้อนว่าการลงทุนด้านการสื่อสารความเสี่ยงในครั้งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับแผนพัฒนาพลังงานระยะยาวของประเทศ
ส่วนมิติของความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีไม่ได้มีความท้าทายเฉพาะการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ แต่ยังรวมถึงการรับมือกับข่าวลือ ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน และการแพร่กระจายข้อมูลอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกในวงกว้าง
รวมทั้งการสื่อสารความเสี่ยงที่รวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนจึงถูกวางเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และเป็นพื้นฐานของการสร้าง Public Trust ต่อระบบความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 19 คน จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ Tabletop Exercise หรือการฝึกซ้อมบนโต๊ะด้วยสถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบกระบวนการประสานงาน การตัดสินใจ และการสื่อสารต่อสาธารณะ
พร้อมร่วมกันพัฒนาแนวทางและคู่มือการสื่อสารสำหรับอาเซียนภายใต้กรอบ The ASEAN Procedure on Coordination and Public Communication during a Radiological or Nuclear Emergency เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถประสานข้อมูลและสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างเป็นระบบเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง
การเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรมครั้งนี้ยังเป็นก้าวสำคัญของไทยในการเสริมสร้างบทบาทนำด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของภูมิภาค ก่อนก้าวสู่การเป็นประธานเครือข่าย ASEANTOM ในปี พ.ศ. 2571 พร้อมยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนและ IAEA ทั้งด้านการกำกับดูแล การเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการสื่อสารกับประชาชน ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสาธารณชนต่อการขยายบทบาทของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในระบบเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป







