thansettakij
thansettakij
ปส. ระดม 40 หน่วยงาน ตั้งศูนย์ร่วมปลดล็อกใบอนุญาตโรงไฟฟ้า SMR  

ปส. ระดม 40 หน่วยงาน ตั้งศูนย์ร่วมปลดล็อกใบอนุญาตโรงไฟฟ้า SMR  

04 ก.ย. 69 | 00:58 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ย. 69 | 01:13 น.

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ปลดล็อกโรงไฟฟ้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ ปูทางเอกชนชิงเค้กพลังงานนิวเคลียร์ ตั้งศูนย์ร่วมดึง 40 หน่วยงานออกใบอนุญาต เร่งดันกฎหมายความรับผิดฯ ควบคู่ PDP 2026 ลั่นไม่ผ่าน 19 มาตรฐาน IAEA สร้างไม่ได้

KEY

POINTS

  • สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เตรียมจัดตั้ง "ศูนย์จัดการร่วม" ในรูปแบบ One Stop Service เพื่อประสานงานกับหน่วยงานกว่า 40 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้า SMR
  • เป้าหมายของศูนย์คือเพื่อลดความซับซ้อน ความล่าช้า และสร้างเอกภาพในการกำกับดูแลกระบวนการขอใบอนุญาต ซึ่งมีมากกว่า 40 ใบอนุญาต
  • การจัดตั้งศูนย์นี้เป็นการเตรียมความพร้อมของภาครัฐ เพื่อรองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่จะบรรจุโรงไฟฟ้า SMR ไว้ในแผน

การบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับ 2026 จำนวน 9,000 เมกะวัตต์ กำลังเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ของประเทศจาก “ควรมีหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ยากกว่าว่า “จะกำกับดูแลอย่างไรให้ได้มาตรฐานสากล” เมื่อการก่อสร้าง SMR เพียงหนึ่งโรงต้องผ่านใบอนุญาตไม่ต่ำกว่า 40 ใบ และพัวพันกับหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จึงเดินหน้าจัดตั้ง “ศูนย์จัดการร่วม” หรือ National Collaboration Center ในรูปแบบ One Stop Service เพื่อร้อยเรียงกลไกทั้งหมดให้เป็นระบบเดียว

ปลดล็อคกลไกภาครัฐ ก่อนกดเดินหน้า

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดของการเดินหน้า SMR ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “กลไกภาครัฐ” ที่ต้องรองรับกระบวนการกำกับดูแลอันซับซ้อน เนื่องจากการมีโรงไฟฟ้า SMR หนึ่งโรงต้องผ่านใบอนุญาตไม่ต่ำกว่า 40 ใบ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายภาคส่วน ตั้งแต่การขออนุญาตใช้พื้นที่ การก่อสร้าง ไปจนถึงการเดินเครื่องและการเลิกดำเนินการ

หากปล่อยให้แต่ละใบอนุญาตและแต่ละหน่วยงานเดินคนละทิศทาง ไม่เพียงกระบวนการจะล่าช้า แต่ยังเสี่ยงต่อการเกิดช่องว่างในการกำกับดูแล ซึ่งยอมรับไม่ได้สำหรับกิจการที่มีความอ่อนไหวด้านความปลอดภัยสูงเช่นนี้

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)

ปส. จึงเสนอศูนย์จัดการร่วมแบบ One Stop Service เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ทำงานเชื่อมโยงกันในจุดเดียว ลดความซ้ำซ้อน เร่งรัดกระบวนการ และทำให้การกำกับดูแลมีความรัดกุมเป็นเอกภาพ อันเป็นเงื่อนไขที่นักลงทุนและเวทีนานาชาติให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ

3 โจทย์ท้าทาย นโยบาย-ประชาชน-กลไกรัฐ

นายแพทย์รุ่งเรืองจัดวางความท้าทายไว้ 3 ประการ ประการแรกคือ ความมั่นคงและความต่อเนื่องทางนโยบาย โดยกังวลว่าหากเปลี่ยนทิศทางนโยบายหลังประเทศเดินหน้าไปมากแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะหายไป

ประการที่สองคือ การยอมรับของประชาชน ซึ่งเชื่อว่าบนพื้นฐานของความจริง ความจริงใจ ความจริงจัง และการเปิดให้มีส่วนร่วม ประชาชนจะเข้าใจได้

ประการที่สามคือ กลไกภาครัฐ ที่นำมาสู่แนวคิดศูนย์จัดการร่วม เพราะใบอนุญาตกว่า 40 ใบ ที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานจำเป็นต้องมีเจ้าภาพกลางในการบูรณาการ

ทั้งนี้ การออกใบอนุญาตไม่ได้เป็นอำนาจของ ปส. เพียงหน่วยงานเดียว ยังมีหน่วยงานอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง และที่สำคัญที่สุดคือทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่จะลงมากำกับดูแลและรับรองว่าไทยดำเนินการตามมาตรฐานสากล หากไม่ผ่านมาตรฐานนานาชาติก็ไม่สามารถก่อสร้างได้

ลั่นไม่ผ่าน 19 มาตรฐาน IAEA สร้างไม่ได้

การเตรียมความพร้อมในการกำกับดูแลมีจุดตั้งต้นที่มาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน 19 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย ความมั่นคงทางนโยบาย การเตรียมกำลังคน ไปจนถึงการเข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ หากไม่ผ่านครบทั้ง 19 มาตรฐาน ประเทศก็ไม่สามารถก่อสร้างได้

ปัจจุบันไทยผ่านมาตรฐานได้เกือบทั้งหมด คงเหลือมาตรฐานสำคัญ อาทิ ความต่อเนื่องและความมั่นคงทางนโยบาย ซึ่งคาดว่าจะดีขึ้นหลังประกาศแผน PDP และการเตรียมบุคลากร โดยขณะนี้ ปส. ได้จัดตั้งสถาบันนิวเคลียร์ขึ้นมาดูแลเรื่อง SMR เป็นการเฉพาะ พร้อมเตรียมวิศวกรที่จบการศึกษาทั้งในและต่างประเทศเข้ามารองรับ ทั้งนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีภารกิจด้านนี้มากว่า 60 ปี โดยไทยมีสถานประกอบการนิวเคลียร์เพื่อการวิจัยอยู่ 2 แห่ง ที่กำกับดูแลได้อย่างปลอดภัยมาตลอด 6 ทศวรรษ

เร่งดัน พ.ร.บ.ความรับผิดทางนิวเคลียร์

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ามาตรฐานทั้ง 19 ข้อ คือกฎหมาย พ.ร.บ.ความรับผิด หรือ Nuclear Liability เพราะหากไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ประเทศไทยจะไม่สามารถเดินหน้าได้เลย

“สิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องมองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด...ถ้าหากเกิดเหตุแม้กระทั่งเล็กน้อย เช่น คนทำงานในโรงงานไม่สบายเจ็บป่วย หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ขนาดใหญ่ อันนี้ต้องมีกฎหมายเพื่อที่จะมารองรับ คือมีการชดเชยโดยทันที เข้าไปดูแลโดยทันที โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องถามผู้กระทำผิด” นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าว

กฎหมายนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกและเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ หากไม่มีก็ไม่สามารถลงนามพันธกรณีได้ ปัจจุบันกฎหมายจัดทำเสร็จแล้ว ผ่านการทำประชาพิจารณ์ ผ่านคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องเดินหน้าไปพร้อมกับแผน PDP

“ถ้าแผน PDP ประกาศออกมา แต่กฎหมายไม่ผ่าน ก็จะไม่มีใครมาลงทุน เพราะไม่มีใครจะมาลงทุนในประเทศที่การกำกับดูแลไม่ได้มาตรฐาน” เลขาธิการ ปส. ระบุ

การบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับ 2026 จำนวน 9,000 เมกะวัตต์

กลไกกองทุนความรับผิด จ่ายก่อน สอบสวนทีหลัง

สาระสำคัญของกฎหมายคือการบริหารกลไกทางการเงินให้การชดเชยเป็นระบบ โดยยกตัวอย่างว่า หากบุคลากรที่ทำงานในโรงไฟฟ้าป่วยเป็นโรค เช่น มะเร็งหรือหอบหืด ซึ่งพิสูจน์สาเหตุได้ยากมาก กองทุนจะจ่ายชดเชยให้ก่อน แล้วจึงค่อยเข้าไปสอบสวนหาสาเหตุ

สำหรับที่มาของเงิน ผู้ประกอบการ (Operator) ที่จะสร้างโรงไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น กฟผ. ปตท. หรือรายใดก็ตาม ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเป็นสัดส่วนสำคัญ และมีเงินภาครัฐสมทบอีกจำนวนหนึ่งซึ่งใช้วงเงินไม่มากนัก เนื่องจากกองทุนจะนำไปซื้อประกันจากต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบว่าคล้ายการซื้อประกันอุบัติเหตุแต่จ่ายน้อยกว่า เพราะคิดจากโอกาสเกิดซึ่งน้อยมาก

6 ขั้นตอนใบอนุญาต ทบทวนความปลอดภัยทุก 10 ปี

การขอใบอนุญาตสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ตลอดอายุโครงการประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การขออนุญาตใช้พื้นที่ (Siting) การก่อสร้าง (Construction) การทดสอบระบบเครื่องจักรและอุปกรณ์ การทดสอบการเดินเครื่องปฏิกรณ์ การขออนุญาตดำเนินการ (Operating) และการขออนุญาตเลิกดำเนินการ (Decommissioning) โดยทบทวนปรับปรุงรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัย (SAR) ทุก 10 ปี ความซับซ้อนนี้ประกอบกับใบอนุญาตกว่า 40 ใบ คือเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้ ปส. ผลักดันศูนย์จัดการร่วมแบบ One Stop Service

สร้างกลไกร่วมก่อนเลือกที่ตั้งจริง

หากเลือกสถานที่แล้วชาวบ้านไม่ยอมรับและเกิดการต่อต้าน ก็ไม่สามารถก่อสร้างได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเข้าไปสร้างความเข้าใจ รับฟังข้อเท็จจริง และสร้างการยอมรับของชุมชน โดยระยะเวลาก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี

ด้านพื้นที่ตั้ง การไฟฟ้าได้ศึกษาและเตรียมพื้นที่ไว้ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ประมาณ 10 แห่ง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ขณะที่ ปส. ได้ลงไปตั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติภาคตะวันออก เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองและสร้างกลไกร่วมระหว่างภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานความมั่นคง หน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ภาคเอกชน และชุมชน

“ไม่ได้แปลว่าจะไปตั้งโรงไฟฟ้าที่ภาคตะวันออก แต่เราลงไปเพื่อสร้างกลไกร่วม เตรียมทั้งภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน” นายแพทย์รุ่งเรือง ระบุ พร้อมกล่าวว่าพื้นที่ตั้งจริงจะพิจารณาจากภาพรวมของประเทศ

SMR โจทย์พลังงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เบื้องหลังการเร่งวางกลไกกำกับดูแล คือแรงกดดันด้านพลังงาน ไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยปี 2567 มูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 1,237,812 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างการผลิตไฟฟ้ากระจุกตัวที่ก๊าซธรรมชาติถึง 67.5% พลังงานหมุนเวียนยังมีความไม่สม่ำเสมอ (Intermittency) และความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) เพิ่มจาก 30,574 เมกะวัตต์ในปี 2563 เป็น 36,792 เมกะวัตต์ในปี 2567

ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์และลมยังได้สัดส่วนเต็มที่ราว 10% แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มจากปัจจุบันเกือบ 4 หมื่นเมกะวัตต์ ไปถึงราว 7 หมื่นเมกะวัตต์ จากรถยนต์ไฟฟ้า ระบบดิจิทัล และ Data Center ที่รองรับ AI นายแพทย์รุ่งเรืองประเมินว่า ในอีก 10-30 ปีข้างหน้า ไทยจะต้องมี SMR ไม่ต่ำกว่า 60 โรงทั่วประเทศ รองรับกำลังผลิตได้ 3-4 หมื่นเมกะวัตต์ โดยจุดที่ยากที่สุดคือโรงที่ 1 และโรงที่ 2 หากผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนที่เหลือจะเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ยืนยันเทคโนโลยีปลอดภัย ต่างจากเชอร์โนบิล-ฟูกูชิมา

ต่อความกังวลเรื่องความปลอดภัย เลขาธิการ ปส. ชี้แจงว่า เชอร์โนบิลและฟูกูชิมาเป็นเทคโนโลยีเก่า ไม่ใช่ SMR โดยเชอร์โนบิลเกิดจากความผิดพลาดของคนในการทดสอบ ส่วนฟูกูชิมาเกิดจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ขณะที่ SMR มีคุณสมบัติความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ที่ใช้กลไกธรรมชาติหมุนเวียนระบายความร้อน และมีลักษณะจำกัดตัวเองด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าที่ทนความร้อนสูง

SMR ยังใช้พื้นที่น้อยลงมากเหลือประมาณ 100 ไร่ เทียบเท่าราวหนึ่งในสามของสวนลุมพินี มีรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร ต่างจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอดีตที่ต้องกันพื้นที่ 8-20 กิโลเมตร พร้อมยกตัวอย่างเรือดำน้ำและเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ที่ใช้มานานโดยไม่เคยเกิดเหตุระเบิด และย้ำว่าเชื้อเพลิงยูเรเนียมที่ใช้มีความเข้มข้นเพียง 3-5% ต่างจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ต้องใช้ความเข้มข้นสูงมาก

เร่งวางกลไกไม่ให้ไทยตกขบวนในเวทีอาเซียน

ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กว่า 400 โรง และเริ่มนำ SMR มาใช้มากขึ้น โดยข้อมูลจาก NEA SMR Digital Dashboard ปี 2026 ระบุว่า สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำด้วย 28 โครงการ ตามด้วยแคนาดา 9 โครงการ และสหราชอาณาจักร 7 โครงการ

ขณะที่ในอาเซียน เวียดนามอยู่ในกลุ่ม “พร้อมที่สุด” อินโดนีเซียตั้งเป้า SMR 10 GW ภายในปี 2040 ฟิลิปปินส์ตั้งเป้า 1,200 เมกะวัตต์ภายในปี 2032 ส่วนไทยอยู่ในกลุ่ม “กำลังพัฒนา” ซึ่งตามแผน PDP 2026 ตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวม 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593 โดยจะเริ่มผลิตไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์แรกในช่วงปี 2580

เลขาธิการ ปส. ทิ้งท้ายว่า จุดแข็งของไทยคือความพร้อมด้านเทคโนโลยีและการกำกับดูแล การเร่งวางกลไกอย่างศูนย์จัดการร่วมควบคู่กับการผลักดัน พ.ร.บ.ความรับผิดทางนิวเคลียร์ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ไทยไม่ตกขบวน อย่างไรก็ตาม ไทยจะไม่พึ่งพานิวเคลียร์ทั้งหมด ยังต้องมีโซลาร์เซลล์ ชีวมวล และก๊าซธรรมชาติควบคู่กันไป โดยพลังงานฐานจาก SMR จะสร้างความมั่นคง และย้ำว่า “ถ้าไม่ปลอดภัยจริง ๆ เราก็ไม่อนุญาต เพราะว่าความเสี่ยงมันเกิดกับเราทุกคน”.