
รื้อกฎหมายปิโตรเลียม เปิดทาง ‘สินภูฮ่อม-สิริกิติ์’ เดินหน้าต่อ ลดเสี่ยงก๊าซสะดุด
‘สินภูฮ่อม-สิริกิติ์’ ลุ้นต่ออายุ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเร่งปลดล็อกแหล่งปิโตรเลียม สกัดเสี่ยงก๊าซสะดุด เตรียมเปิดสำรวจน้ำลึก ดึงบริษัทปิโตรเลียมศึกษาศักยภาพ
KEY
POINTS
- ภาครัฐเตรียมแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการผลิตของแหล่งสัมปทานที่ใกล้หมดอายุ โดยเฉพาะแหล่งก๊าซสินภูฮ่อมและแหล่งน้ำมันสิริกิติ์
- การปรับปรุงกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการหยุดชะงักของการลงทุนและลดความเสี่ยงที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติจะสะดุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าน้ำพอง
- แนวทางใหม่จะเปิดให้รัฐสามารถพิจารณาและเจรจาเงื่อนไขกับผู้ประกอบการเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ แทนการต่ออายุสัมปทานเดิมโดยอัตโนมัติ
นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า แหล่งปิโตรเลียมเดิมที่กำลังเข้าสู่ช่วงปลายอายุสัมปทาน หนึ่งในแหล่งสำคัญคือ แหล่งสินภูฮ่อม ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่มีบทบาทในการป้อนก๊าซเข้าสู่โรงไฟฟ้าน้ำพองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังมีความมั่นใจว่าแหล่งดังกล่าวมีศักยภาพพัฒนาต่อได้ หากสามารถรักษาความต่อเนื่องของการลงทุนและการผลิต จะช่วยให้สามารถจัดหาก๊าซป้อนโรงไฟฟ้าน้ำพองต่อไปได้อีกระยะ ขณะที่แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่มีการพัฒนามายาวนาน ยังมีบางพื้นที่ที่มีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติมเช่นกัน
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญคือการไม่ปล่อยให้เกิดสุญญากาศในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมต้องใช้เงินลงทุนสูง และต้องมีระยะเวลาเพียงพอในการพัฒนาและผลิตให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หากเข้าสู่ช่วงท้ายสัมปทานโดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ผู้ประกอบการอาจชะลอการลงทุนเพิ่มเติม เพราะระยะเวลาที่เหลืออาจไม่เพียงพอต่อการคืนทุน
ขณะเดียวกัน หากสิทธิเดิมสิ้นสุดและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ ยังมีขั้นตอนขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน ทั้งการใช้พื้นที่ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เวลา และอาจทำให้การพัฒนาและการผลิตไม่สามารถดำเนินต่อเนื่องได้ตามแผน
ปรับปรุงกฏหมายปิโตรเลียม
ภาครัฐจึงอยู่ระหว่างผลักดันการปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียม เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารแหล่งที่ยังมีศักยภาพหลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดอายุสัมปทาน โดยหลักการสำคัญคือให้รัฐสามารถพิจารณาและเจรจาเงื่อนไขเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ไม่ใช่การให้สิทธิผู้ประกอบการเดิมต่ออายุโดยอัตโนมัติ
นอกจากการรักษาความต่อเนื่องของแหล่งเดิม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับปรุง Fiscal Regime หรือระบบการจัดเก็บผลประโยชน์ของรัฐจากกิจการปิโตรเลียม ให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละแหล่งมากขึ้น
“เป้าหมายสำคัญของกรมฯ คือการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมภายในประเทศได้มากที่สุด เพราะปิโตรเลียมที่ผลิตได้เองมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ และช่วยสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ”
นายวรากร กล่าวต่อไปอีกว่า แหล่งปิโตรเลียมของไทยจำนวนมากไม่ได้เป็นแหล่งขนาดใหญ่ การกำหนดภาระทางการเงินสูงเกินไปกับแหล่งขนาดเล็กอาจทำให้การพัฒนาไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน และทรัพยากรที่มีอยู่ไม่ได้ถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์
สร้างระบบยืดหยุ่น
แนวคิดที่กำลังศึกษาจึงเป็นการสร้างระบบที่ยืดหยุ่นขึ้น โดยหากเป็นแหล่งขนาดเล็กอาจจัดเก็บผลประโยชน์ในระดับที่เปิดโอกาสให้โครงการสามารถเกิดขึ้นได้ ขณะที่แหล่งขนาดใหญ่หรือมีศักยภาพสูง รัฐสามารถได้รับผลประโยชน์ในสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม
อีกด้านหนึ่ง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สำรวจใหม่ โดยการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกรอบที่ 25 ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนบน ซึ่งผลการพิจารณาอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
จับตาพื้นที่ทะเลอันดามัน
ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ถูกจับตามองสำหรับการเพิ่มทรัพยากรในระยะยาวคือทะเลอันดามัน โดยกรมฯ เตรียมผลักดันการเปิดพื้นที่สำรวจปิโตรเลียมบริเวณน้ำลึก และมีบริษัทปิโตรเลียมหลายรายเข้ามาศึกษาข้อมูลธรณีวิทยาที่มีอยู่แล้ว
แม้ประเทศไทยจะเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่ยังจำเป็นต้องใช้ปิโตรเลีย การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการค้นหาทรัพยากรใหม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว
ต้องการพัฒนาแหล่งในประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะทรัพยากรในประเทศถูกกว่าการนำเข้ามาก หากมองถึงประโยชน์ของประชาชน ก็ต้องผลักดันให้สามารถพัฒนาในประเทศได้มากที่สุด







