thansettakij
thansettakij
เวียดนามเดินเกมรุกพลังงานสะอาด ดันขายโซลาร์รูฟท็อป 50% ดึงเงินลงทุน

เวียดนามเดินเกมรุกพลังงานสะอาด ดันขายโซลาร์รูฟท็อป 50% ดึงเงินลงทุน

19 ก.ค. 69 | 02:46 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ค. 69 | 02:46 น.

เวียดนามออกกฤษฎีกาใหม่ดันเพดานขายไฟโซลาร์รูฟท็อปเข้ากริดเป็น 50% ปลุกตลาดพลังงานสะอาดฟื้น ดึงเม็ดเงิน FDI เปิดโอกาสผู้ส่งออกไทยรุกแผงโซลาร์–ระบบกักเก็บพลังงาน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเวียดนามออกกฤษฎีกาใหม่ เพิ่มเพดานการขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าเป็น 50% ของกำลังการผลิต เพื่อดึงดูดการลงทุน
  • นโยบายที่ชัดเจนขึ้นส่งผลให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตหันมาลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและตอบสนองต่อมาตรฐานความยั่งยืนของคู่ค้า
  • เวียดนามตั้งเป้าหมายภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ (PDP8) ให้ครัวเรือนและอาคารสาธารณะ 50% ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปภายในปี 2573

ตลาดระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Rooftop Solar) ของเวียดนามกลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังรัฐบาลทยอยปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความชัดเจนของกรอบกำกับดูแลการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Self-produced Renewable Energy) ส่งผลให้ภาคธุรกิจกลับมามีความเชื่อมั่นในการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ยอดสอบถามพุ่ง ภาคผลิตแห่ลงทุน

รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานเปิดเผยว่า จำนวนการติดต่อขอรับคำปรึกษาและสำรวจพื้นที่ติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากภาคการผลิต ทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมเครื่องกล สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งมุ่งลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของคู่ค้าระหว่างประเทศ

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจำนวนมากเคยชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทน และกลไกการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ (National Grid) แต่หลังการปรับปรุงกฎหมาย ความสนใจได้กลับมาฟื้นตัวชัดเจน โดยการตัดสินใจลงทุนในปัจจุบันมุ่งพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งระยะเวลาคืนทุน ต้นทุนค่าไฟฟ้า และการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของตลาดส่งออก มากกว่าการลงทุนตามแรงจูงใจจากมาตรการรับซื้อไฟฟ้าในอัตราคงที่ (Feed-in Tariff: FiT) เช่นในอดีต

กฤษฎีกา 243/2026 ดันเพดานขายไฟเป็น 50%

ปัจจัยสำคัญที่หนุนการฟื้นตัว คือ การประกาศใช้กฤษฎีกาเลขที่ 243/2026/NĐ-CP ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การพัฒนาระบบโซลาร์รูฟท็อป และกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) โดยมีสาระสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าส่วนเกินที่ระบบผลิตเพื่อใช้เองสามารถจำหน่ายเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้ จากเดิมไม่เกินร้อยละ 20 เป็นไม่เกินร้อยละ 50 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ พร้อมเปิดช่องพิจารณาปรับเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวหลังปี 2573 หากระบบโครงข่ายในพื้นที่มีศักยภาพรองรับเพียงพอ

กฤษฎีกาฉบับนี้ยังแก้ไขเพิ่มเติมกฤษฎีกาเลขที่ 57/2025/NĐ-CP ว่าด้วยกลไก DPPA และกฤษฎีกาเลขที่ 58/2025/NĐ-CP ว่าด้วยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานรูปแบบใหม่ ถือเป็นการยกระดับกรอบกฎหมายพลังงานของเวียดนามให้ชัดเจน โปร่งใส และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ภาคธุรกิจเห็นว่าจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าของโครงการ ลดระยะเวลาคืนทุน และยกระดับความคุ้มค่าทางการเงินของการลงทุน

ทั้งนี้ การฟื้นตัวยังได้แรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรม (Industrial Zones) และในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงพีคของการใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มลงทุนในระบบโซลาร์รูฟท็อปควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานและรองรับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ภาคเหนือศักยภาพทะลุ 19,000 เมกะวัตต์

การไฟฟ้าภาคเหนือของเวียดนาม (Northern Power Corporation: EVNNPC) ประเมินว่า พื้นที่ 17 จังหวัดและนครในภาคเหนือมีศักยภาพพัฒนาระบบโซลาร์รูฟท็อปรวมกว่า 19,000 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่อยู่บนอาคารโรงงาน อาคารอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ พร้อมเห็นว่า หากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (National Power Development Plan VIII) ฉบับปรับปรุง สามารถบรรลุเป้าหมายให้ครัวเรือนร้อยละ 50 และอาคารสาธารณะร้อยละ 50 ติดตั้งระบบดังกล่าวภายในปี 2573 จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสะอาดที่มีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค

ข้อมูลของ EVNNPC ระบุว่า ครึ่งแรกของปี 2569 มีผู้ติดตั้งระบบเพื่อผลิตใช้เองเพิ่มขึ้นกว่า 8,500 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตใหม่ราว 394.5 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรวมกว่า 10,000 ราย และมีกำลังการผลิตสะสมประมาณ 718 เมกะวัตต์ ขณะที่จังหวัดบั๊กนิญ (Bắc Ninh) ซึ่งเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 224 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างศึกษามาตรการสนับสนุนการติดตั้งสำหรับภาคครัวเรือนควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน

คลังเวียดนามยังไม่ไฟเขียวอุดหนุนตรง

ด้านมาตรการสนับสนุนทางการเงิน กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้เสนอร่างคำวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติม อาทิ การสนับสนุนเงินลงทุนบางส่วนจากงบประมาณท้องถิ่น และการขยายโอกาสเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ อย่างไรก็ตาม มาตรการบางส่วนยังไม่ได้รับความเห็นพ้อง โดยกระทรวงการคลังเวียดนามเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีฐานงบประมาณรองรับการอุดหนุนเงินลงทุนโดยตรงสำหรับโครงการโซลาร์รูฟท็อป

แม้มาตรการอุดหนุนโดยตรงและการจัดหาแหล่งเงินทุนแบบผ่อนปรน (Concessional Financing) ยังไม่ได้รับอนุมัติ แต่การประกาศใช้กฤษฎีกา 243/2026/NĐ-CP ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างกรอบกฎหมายพลังงานหมุนเวียนของเวียดนาม ที่คาดว่าจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการขยายการลงทุนในระยะยาว

เปิดโอกาสผู้ส่งออกไทยรุกตลาดพลังงานสะอาด

สำหรับผู้ประกอบการไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ นครโฮจิมินห์ แนะนำว่า ผู้ที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามควรเร่งประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในระบบโซลาร์รูฟท็อปและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อบริหารต้นทุนพลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของคู่ค้าระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยสามารถขยายโอกาสทางการค้าสู่ตลาดเวียดนามผ่านการส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ระบบไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน ชิ้นส่วนไฟฟ้า วัสดุก่อสร้างที่รองรับการติดตั้ง ตลอดจนบริการออกแบบ ติดตั้ง บริหารจัดการพลังงาน และที่ปรึกษาด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีแนวโน้มได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของตลาด

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกลไก DPPA การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า และมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการลงทุน สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และขยายธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามในระยะต่อไป.

ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ / Vietnam News