thansettakij
thansettakij
เปิดพอร์ตพลังงานหมุนเวียน สะพัด 8.8 หมื่นล้าน กลุ่มทุนใหญ่เร่งลุยโซลาร์

เปิดพอร์ตพลังงานหมุนเวียน สะพัด 8.8 หมื่นล้าน กลุ่มทุนใหญ่เร่งลุยโซลาร์

21 มิ.ย. 69 | 00:30 น.

เปิดพอร์ตลงทุนกลุ่มทุนพลังงานหมุนเวียน 449 โครงการ กำลังผลิต 1.6 พันเมกะวัตต์ คาดเม็ดเงินสะพัด 8.8 หมื่นล้านบาท รับเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บูมสุด อยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่ ทั้ง WHA กัลฟ์ กันกุล บี.กริม และทุนข้ามชาติจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์

KEY

POINTS

  • กกพ. อนุมัติโครงการพลังงานหมุนเวียนแล้ว 449 โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 1,607 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินลงทุนสะพัดสูงสุด 8.8 หมื่นล้านบาท
  • การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) จำนวน 400 โครงการ โดยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติเป็นผู้เล่นหลัก เช่น GULF, WHA, B.Grimm และ GUNKUL
  • นอกเหนือจากโซลาร์ ยังมีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นที่เติบโตสูง เช่น พลังงานจากขยะอุตสาหกรรม ขยะชุมชน และชีวมวล

ท่ามกลางกระแสการปรับตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น และการแข่งขันภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาครัฐได้ให้ความสำคัญส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ

ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต่างหันมาลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังงานขยะอุตสาหกรรม ขยะชุมชน ลมร้อนเหลือทิ้ง และพลังน้ำท้ายเขื่อน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่การลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

กกพ.ไฟเขียว 449 โครงการ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รายงานว่า จากการเก็บข้อมูลในช่วงตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กกพ.ได้ออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทุกประเภท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาหรือก่อสร้างจำนวน 449 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 1,607.58 เมกะวัตต์ คาดจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 71,035-88,039 ล้านบาท

ในจำนวนนี้เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ราว 400 โครงการ ครอบคลุมทั้ง กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป 386 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งรวมกันประมาณ 587.30 เมกะวัตต์ กลุ่มโซลาร์ฟาร์มและแบบทุ่นลอยน้ำ 14 โครงการ มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 562.83 เมกะวัตต์ ซึ่งหากเฉลี่ยการลงทุนในกลุ่มนี้ในภาพอยู่ที่ 20-25 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ จะก่อให้เกิดการลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 23,000-28,753 ล้านบาท

จำนวนการออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของ  กกพ.

สำหรับการลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่มนี้ จะมีผู้เล่นหลักที่รับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่มีการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Private PPA และการลงทุนโซลาร์ฟาร์ม ขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐ นำโดยกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์ จำกัด ในเครือดับบลิวเอชเอ ที่มีโซลาร์รูฟท็อปในมือถึง 12 โครงการ กำลังผลิตรวม 45.155 เมกะวัตต์ เน้นติดตั้งบนหลังคาคลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม

ขณะที่ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด ในเครือของกัลฟ์ (GULF) มีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการรวม 11 โครงการ กำลังการผลิตรวม 33.631 เมกะวัตต์ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นโซลาร์รูฟท็อป 9 โครงการ คิดเป็น 23.791 เมกะวัตต์ และโซลาร์ฟาร์มบนพื้นดินอีก 2 โครงการ คิดเป็น 9.840 เมกะวัตต์ ควบคู่กับบริษัท กัลฟ์ เอ็มพี ดับบลิวเอชเอ1 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกัลฟ์และดับบลิวเอชเอ มีโครงการโซลาร์รูฟท็อปอยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 โครงการ กำลังผลิตรวม 26.170 เมกะวัตต์

ส่วนของกลุ่มบี.กริม มีความเคลื่อนไหวผ่าน บริษัท อินทรี บี.กริม โซล่าร์ จำกัด ซึ่งมีโครงการอยู่ระหว่างพัฒนา 4 โครงการ มีกำลังผลิตรวมสูงถึง 69.415 เมกะวัตต์ เนื่องจากมุ่งเน้นการก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มบนพื้นดินจำนวน 3 โครงการ รวมกำลังผลิต 63.04 เมกะวัตต์ และติดตั้งบนหลังคาอีก 1 โครงการ จำนวน 6.375 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มปูนซีเมนต์นครหลวง ควบคู่ไปกับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส จำกัด ที่มีโครงการอยู่ระหว่างพัฒนาอีก 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 7.125 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคา 3 โครงการ คิดเป็น 6.025 เมกะวัตต์

ขณะที่กลุ่มกันกุล (GUNKUL) ปักหมุดโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่ภาคใต้รวม 3 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 176.60 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อป เป็นต้น

รายชื่อกลุ่มทุนใหญ่ที่ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

ทุนสิงคโปร์-ญี่ปุ่น โดดร่วมวง

รวมถึงกลุ่มทุนสิงคโปร์อย่าง บริษัท บีอีซีไอเอส เอเนอร์จี (ไทยแลนด์) จำกัด หรือเบซิส ถือครองอยู่ 7 โครงการ กำลังผลิตรวม 24.530 เมกะวัตต์ แยกเป็นระบบบนหลังคา 5 โครงการ คิดเป็น 11.190 เมกะวัตต์ บนพื้นดิน 1 โครงการ คิดเป็น 8.140 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์ทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่อีก 1 โครงการ จำนวน 5.200 เมกะวัตต์ ส่วน บริษัท สิงคโปร์ เพาเวอร์ เอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด หรือเอสพี กรุ๊ป มีอยู่ 7 โครงการ กำลังผลิตรวม 12.495 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคา 6 โครงการ คิดเป็น 11.295 เมกะวัตต์ และบนพื้นดิน 1 โครงการ จำนวน 1.200 เมกะวัตต์

เช่นเดียวกับ บริษัท คันไซ เอนเนอร์จี โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนพลังงานจากประเทศญี่ปุ่นที่มีโครงการโซลาร์รูฟท็อปอยู่ระหว่างก่อสร้าง 12 โครงการ กำลังผลิตรวม 41.570 เมกะวัตต์ เจาะกลุ่มโรงงานสัญชาติญี่ปุ่นในเขตนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก ขณะที่ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด ในเครือของกัลฟ์ มีโครงการโซลาร์รูฟท็อป 9 โครงการ กำลังผลิตรวม 23.791 เมกะวัตต์ และโซลาร์ฟาร์มบนพื้นดินอีก 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 9.84 เมกะวัตต์

ขยะอุตสาหกรรม-ชุมชนมาแรง

ขณะที่โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม เป็นอีกพอร์ตการลงทุนที่มีการเติบโต ซึ่งได้รับใบอนุญาตจาก กกพ.แล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินงาน 12 โครงการ กำลังการผลิตรวม 118.8 เมกะวัตต์ แต่ละโครงการมีขนาดกำลังผลิตที่ 9.9 เมกะวัตต์เท่ากันหมด กระจายตัวอยู่ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม ที่มีปริมาณกากของเสียจากโรงงานหนาแน่น เช่น จังหวัดระยอง มีผู้เล่นอย่าง บริษัท เอิร์ธ พาวเวอร์ แพลนท์ จำกัด

ส่วนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เวสท์ ทู เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยบริษัท ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อรองรับกากของเสียอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

นอกจากนี้ยังกระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินงานโดยบริษัท เอ็กซ์เพิร์ท เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด รองรับกากของเสียที่ไม่เป็นอันตรายจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ ซึ่งหากประเมินเม็ดเงินลงทุนทั้ง 12 โครงการนี้ที่ประมาณ 150-180 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ จะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนรวมสูงถึงประมาณ 17,800-21,300 ล้านบาท

ตามมาด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน เพื่อลดปัญหาขยะล้นเมือง ที่ได้รับใบอนุญาต และอยู่ระหว่างดำเนินงาน 12 โครงการ กำลังผลิตรวม 99.8 เมกะวัตต์ กระจายตัวอยู่ตามเทศบาลในจังหวัดต่างๆ

อาทิ โครงการของบริษัท ไบเซล เวสท์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์ โครงการของบริษัท เชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด ในจังหวัดเชียงใหม่ กำลังผลิต 9.5 เมกะวัตต์ โครงการของบริษัท ท่าฉาง เอนเนอร์ยี่ โซลูชัน (ชัยนาท) จำกัด ในจังหวัดชัยนาท กำลังผลิต 8.0 เมกะวัตต์ และโครงการของบริษัท นครราชสีมา เวสท์ ทู เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด มีขนาดกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ รวมถึงบริษัท แอ๊บโซลูท เพาเวอร์ แพลนท์ จำกัด กำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

การลงทุนผลิตไฟฟ้าด้วยขยะอุตสาหกรรม-ชุมชน

ชีวมวล-ก๊าซชีวภาพ ยังเติบโต

สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน 9 โครงการ กำลังผลิตรวม 130.16 เมกะวัตต์ อาทิ โครงการของบริษัท โรงไฟฟ้าน้ำตาลขอนแก่น จำกัด จังหวัดสระแก้ว กำลังการผลิตติดตั้งที่ 45.00 เมกะวัตต์ มุ่งเน้นการนำกากอ้อยและวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลมาเป็นเชื้อเพลิงหลัก โครงการของบริษัท น้ำตาลสระบุรี จำกัด จังหวัดสระบุรี กำลังการผลิตติดตั้ง 32 เมกะวัตต์ พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการยกระดับโรงงานสู่นิเวศอุตสาหกรรมสีเขียว

โครงการของบริษัท พิษณุโลกผลิตไฟฟ้า จำกัด จังหวัดพิษณุโลก กำลังการผลิตติดตั้ง 20 เมกะวัตต์ นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและน้ำน่านมาบริหารจัดการ โครงการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังการผลิตติดตั้ง 9.90 เมกะวัตต์ เพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ เป็นต้น ซึ่งหากประเมินเม็ดเงินลงทุนเฉลี่ยที่ประมาณ 70-80 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ จะก่อให้เกิดเงินลงทุนใน 9 โครงการที่อยู่ประมาณ 9,000-10,400 ล้านบาท

ส่วนพอร์ตโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพหรือ Biogas ที่อยู่ระหว่างดำเนินงานมีจำนวน 4 โครงการ มีกำลังผลิตรวม 6.919 เมกะวัตต์ หากคำนวณจากมูลค่าการลงทุนเฉลี่ย 55-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ทั้ง 4 โครงการนี้ จะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนประมาณ 380-415 ล้านบาท

การผลิตไฟฟ้าด้วยชีวมวล-ก๊าซชีวภาพ-พลังงานน้ำท้ายเขื่อน

ใช้ลมร้อนเหลือทิ้งให้เกิดประโยชน์

นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนหรือลมร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตหรือ Waste Heat Recovery มาใช้ ซึ่งได้รับใบอนุญาตและอยู่ระหว่างดำเนินงาน 4 โครงการ มีกำลังผลิตรวม 71.75 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักและพลังงานเคมีภัณฑ์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะมีการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35-50 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ส่งผลให้การขับเคลื่อนโครงการทั้ง 4 โครงการ จะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนประมาณ 2,511-3,587 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของกลุ่มเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนแสงอาทิตย์หรือ Solar Thermal Power จำนวน 5 โครงการ กำลังผลิตรวม 24.03 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรับความร้อนจากแสงแดดเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าทดแทนภายในสถานประกอบการ มีโครงการของบริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีขนาดกำลังการผลิตสูงถึง 17 เมกะวัตต์

โครงการของบริษัท กัลฟ์1 จำกัด ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำลังการผลิต 1.50 เมกะวัตต์ เป็นต้น ซึ่งระบบผลิตไฟฟ้าความร้อนแสงอาทิตย์นี้ คาดว่าการลงทุนเฉลี่ยค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 35-45 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ส่งผลให้ภาพรวมของทั้ง 5 โครงการจะมีเม็ดเงินลงทุนราว 840-1,080 ล้านบาท

โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยลมร้อนเหลือทิ้ง-พลังงานความร้อนแสงอาทิตย์

กฟผ.ลุยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ

ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทานที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 โครงการ กำลังผลิตรวม 6.03 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำท้ายเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2.870 เมกะวัตต์ ตามด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำท้ายเขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.676 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนห้วยแม่ท้อ จังหวัดตาก มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.488 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้ง 3 โครงการก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 504 ล้านบาท