thansettakij
thansettakij
‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นดาต้าเซ็นเตอร์r-EV ทะลัก ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

10 ก.ค. 69 | 01:05 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ค. 69 | 01:07 น.

บีโอไอเผยลงทุนผลิตไฟฟ้าสะอาดบูม ยอดขอรับส่งเสริมปี 2564 ถึง Q1 ปี 2569 กว่า 2,330 โครงการ มูลค่ากว่า 355,000 ล้านบาท รับกระแส Net Zero-RE100 และดีมานด์จาก Data Center-AI-EV ชี้ UGT และ Direct PPA จะเป็นแรงขับเคลื่อนลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานรอบใหม่

KEY

POINTS

  • บีโอไอเผยยอดขอส่งเสริมการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 3.55 แสนล้านบาท
  • การลงทุนไฟฟ้าสะอาดขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, AI และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน
  • ภาครัฐเตรียมใช้กลไก Utility Green Tariff (UGT) และ Direct PPA เพื่อเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดของภาคธุรกิจและกระตุ้นการลงทุนรอบใหม่

"ไฟฟ้าสะอาด" กำลังเปลี่ยนจากต้นทุนด้านพลังงานเป็นปัจจัยชี้ขาดการเลือกฐานลงทุนของบริษัทชั้นนำทั่วโลก ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการรองรับการขยายตัวของ Data Center ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมสีเขียว ขณะที่บีโอไอชี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเติบโตต่อเนื่อง มูลค่าคำขอรับส่งเสริมลงทุนทะลุ 3.55 แสนล้านบาท พร้อมประเมินการประกาศใช้ Utility Green Tariff (UGT) และการเตรียมใช้ Direct PPA จะเร่งดีมานด์ไฟฟ้าสะอาดและเปิดรอบลงทุนใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงาน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่ปี 2564 ถึงไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน และพลังงานจากขยะ รวม 2,330 โครงการ มูลค่ากว่า 355,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อศักยภาพของไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ไฟฟ้าสะอาดบูม หนุนลงทุนพุ่ง

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนด้านพลังงานสะอาดขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด สะท้อนว่าพลังงานสีเขียวได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจ มากกว่าจะเป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

แรงหนุนสำคัญมาจากการที่บริษัทระดับโลกเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero, Carbon Neutrality และ RE100 ควบคู่กับการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center, Cloud, AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกัน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ยังเร่งให้ผู้ประกอบการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

“ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติไม่ได้มองเฉพาะต้นทุนการผลิต แต่พิจารณาความพร้อมของไฟฟ้าสะอาดควบคู่กับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกประเทศลงทุน” นายนฤตม์กล่าว

UGT-Direct PPA จุดเปลี่ยนตลาดไฟฟ้าสีเขียว

นายนฤตม์ กล่าวว่า การที่กระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศหลักเกณฑ์และอัตราค่าไฟฟ้าภายใต้ Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเตรียมประกาศกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดไฟฟ้าสะอาดไทย

โดย UGT เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจเลือกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอัตราที่กำหนด พร้อมได้รับการรับรองการใช้ไฟฟ้าสะอาด ส่วน Direct PPA จะเปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่โดยตรง ภายใต้หลักเกณฑ์ของภาครัฐ

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทั้งสองกลไกจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดของภาคธุรกิจ สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างดีมานด์ใหม่ให้ตลาดพลังงานหมุนเวียน นำไปสู่การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมยุคใหม่

Solar-BESS ดาวเด่นลงทุน 5 ปี

สำหรับทิศทางการลงทุน บีโอไอมองว่า พลังงานแสงอาทิตย์ ยังคงเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนลดลงต่อเนื่อง ติดตั้งได้รวดเร็ว และช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่พลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพยังเป็นจุดแข็งของไทยจากฐานการผลิตภาคเกษตร ส่วนพลังงานลมยังมีศักยภาพในบางพื้นที่ แม้ข้อจำกัดด้านทำเลจะทำให้จำนวนโครงการน้อยกว่าโซลาร์

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายนฤตม์ กล่าวว่า เทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือ ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าในอนาคต ช่วยกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและจ่ายไฟในช่วงที่มีความต้องการสูง เพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

“ในอีก 5 ปีข้างหน้า บีโอไอมองว่า Solar หรือพลังงานจากแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานหรือ Energy Storage จะเป็นเทคโนโลยีหลักของไทย เพราะจะช่วยให้การใช้ไฟฟ้าสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นอีกเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก”

ปรับแผนไฟฟ้ารับ Data Center-AI

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า กระแสการลงทุนในธุรกิจ Data Center, Cloud Service และ AI Infrastructure ที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยจะเป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างบีโอไอ กระทรวงพลังงาน สำนักงาน กกพ. การไฟฟ้าต่างๆ หน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อวางแผนรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

“ความพร้อมของไฟฟ้าสะอาดควบคู่กับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI ซึ่งไทยมีศักยภาพจากทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง”

ปั้น Green Ecosystem ชิงลงทุนอาเซียน

ท่ามกลางการแข่งขันกับเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย บีโอไอมองว่า ไทยไม่ได้แข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ใช้จุดแข็งด้าน Green Ecosystem ที่เชื่อมโยงพลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล และ AI ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

บีโอไอยังคงเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในกิจการพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และมาตรการ Smart & Sustainable Industry เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในสาขา AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ กล่าวว่า เป้าหมายของบีโอไอไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นกลไกปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และยกระดับประเทศสู่การเป็น AI Supply Chain Hub และ Green Investment Hub ของภูมิภาค โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด บุคลากรทักษะสูง และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการดึงดูดการลงทุนยุคใหม่ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Data Center และธุรกิจที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

ภาคเอกชนสะท้อนตรงกันว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ควบคู่กับการปรับกฎระเบียบและแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าให้ทันต่อเทคโนโลยี หากดำเนินการล่าช้าอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและโอกาสดึงดูดการลงทุนใหม่

‘ไฟฟ้าเขียว’คึก ยื่นลงทุน 3.5แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตฯเปลี่ยนผ่านพลังงาน

หอการค้าชูเกษตรพลังงาน เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทย

นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center และเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดควบคู่กับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยในการเลือกฐานลงทุนในอนาคต

สำหรับไทยมีโอกาสใช้จุดแข็งด้านเกษตรกรรมมาต่อยอดเป็นพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบ เช่น มันสำปะหลัง มาใช้ผลิตพลังงานชีวมวล ซึ่งจะสร้างประโยชน์ 2 ด้าน คือ เพิ่มแหล่งพลังงานสะอาด และช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร

ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการด้าน Sustainability เพื่อช่วยสมาชิกภาคธุรกิจปรับตัวเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero และ Circular Economy พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนากติกาที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เช่น การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงานสะอาด

เตือนไทยเสี่ยงเสียฐานผลิต หากไฟฟ้าเขียวช้า

นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากข้อมูลจาก Rystad Energy ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์พลังงานหมุนเวียนในระดับโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการเปรียบเทียบสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในปี 2563 และคาดการณ์ในปี 2568 ภูมิภาคยุโรปขยับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 36% ขึ้นไปถึง 43% และอเมริกาใต้รักษาฐานที่แข็งแกร่งถึง 75% แต่ไทยกลับมีการขยับตัวที่ค่อนข้างช้า จาก 14% ในปี 2563 เป็นเพียง 17% ในปี 2568 แม้จะดูเหมือนมีการเติบโต แต่เมื่อเทียบกับระดับเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ที่ขยับจาก 19% ไปเป็น 23% หรือจีนเองก็ก้าวกระโดดจาก 30% สู่ 39% สะท้อนถึงการพัฒนาเดินตามหลังเพื่อนบ้านและคู่แข่งในตลาดโลก

ดังนั้น ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน นโยบายของรัฐบาลถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากนโยบายของรัฐไม่ชัดเจน พลังงานหมุนเวียนในประเทศก็จะหยุดนิ่ง เห็นได้จากบทเรียนของไทยที่เคยเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนจากการนำมาตรการ Adder มาใช้ตั้งแต่ปี 2554 สามารถดึงดูดการลงทุนโซลาร์เซลล์และพลังงานลมได้ดีในช่วงเริ่มต้น แต่หลังจากช่วงปี 2561-2563 เป็นต้นมา การเติบโตกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม กลับเติบโตจากเดิมที่มีกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์เพียง 5 เมกะวัตต์ในปี 2561 สามารถขยายกำลังการผลิตพุ่งสูงขึ้นเป็น 16,504 เมกะวัตต์ได้ในปี 2563

“หากไทยยังเดินหน้าช้าอาจสูญเสียฐานการผลิตให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีนโยบายพลังงานสีเขียวชัดเจนกว่า โดยเฉพาะเมื่อมาตรการด้านคาร์บอนจากตลาดโลกเริ่มเข้มข้นขึ้น และผู้ผลิตต้องพิสูจน์กระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง” นายนที กล่าว