thansettakij
thansettakij
โรงแยกก๊าซธรรมชาติสำคัญอย่างไร? เบื้องหลังวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

โรงแยกก๊าซธรรมชาติสำคัญอย่างไร? เบื้องหลังวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

17 มิ.ย. 69 | 07:56 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 08:14 น.

เปิดคุณค่าก๊าซอ่าวไทย ทำไมต้องเข้าโรงแยกก๊าซ สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเผาผลิตไฟฟ้า 25 เท่า รู้จักก๊าซแห้ง-ก๊าซเปียก เบื้องหลังวัตถุดิบสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติทำหน้าที่คัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมูลค่าสูง เช่น อีเทน โพรเพน ออกจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  • การนำก๊าซธรรมชาติมาผ่านกระบวนการแยกก่อนนำไปใช้ประโยชน์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรงถึง 10-25 เท่า
  • อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้วัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซฯ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างงาน และลดการนำเข้าสินค้า

ก๊าซธรรมชาติ คือพลังงานฟอสซิลที่มีบทบาทสำคัญต่อการนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม และการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของปิโตรเคมี เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่เผาไหม้สะอาด ปล่อยมลพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) น้อยกว่าถ่านหินและน้ำมัน 

ก๊าซธรรมชาติ 2 ประเภท

ก๊าซธรรมชาติแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ประกอบด้วย

  • ก๊าซแห้ง (Dry Gas)  หมายถึง ก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทน (C1) ทำเป็นเลขห้อยให้ด้วยค่ะ เป็นองค์ประกอบหลัก เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas หรือ LNG) เพื่อบรรจุถังและขนส่งไปยังจุดหมายที่มีระยะทางไกล 
  • ก๊าซเปียก (Wet Gas)  หมายถึง ก๊าซธรรมชาติซึ่งนอกจากจะมีเทน (C1) แล้ว ยังมี อีเทน (C2) โพรเพน (C3) บิวเทน (C4) ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ซึ่งดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

ตั้งโรงแยกก๊าซฯ ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและการใช้ประโยชน์

ประเทศไทยจึงมีโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (Gas Separation Plant: GSP) เพื่อบริหารจัดการปรับสภาพก๊าซธรรมชาติ นำสิ่งเจือปนที่ติดมากับก๊าซธรรมชาติออก เช่น น้ำและปรอท จากนั้นคัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิด Bypass Gas หรือการปล่อยก๊าซธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซแล้วถูกส่งตรงไปเป็นเชื้อเพลิงเลย เพราะหากนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยสารประกอบมูลค่าสูงไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยตรง สารเหล่านี้จะถูกเผาทำลายไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

การใช้ประโยชน์ของก๊าซ

  • มีเทน (C1) - เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าและให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ (รถ NGV)
  • อีเทน (C2) - ใช้ผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน ขวดพลาสติกใส่แชมพู และเส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ
  • โพรเพน (C3) - ใช้ผลิตโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางในห้องเครื่องยนต์ หม้อแบตเตอรี่ กาว สารเพิ่มคุณภาพ และน้ำมันเครื่อง รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

 

  • บิวเทน (C4) - ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และนำมาผสมกับก๊าซโพรเพนเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม)
  • ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL - C5+) - เป็นส่วนผสมของน้ำมันสำเร็จรูปและตัวทำละลาย

 มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

การตัดสินใจนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าสู่โรงแยกก๊าซฯ และส่งต่อให้กลุ่มปิโตรเคมี คือกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงถึง 10 - 25 เท่า ตามสายการผลิต

  • ก๊าซธรรมชาติ / คอนเดนเสท / น้ำมัน : 1 เท่า
  • อีเทน / แนฟทา / เชื้อเพลิง / น้ำมันหล่อลื่น : เพิ่มขึ้น 3 เท่า
  • โอเลฟินส์ / อะโรมาติกส์ / สไตรีน : เพิ่มขึ้น 5 เท่า
  • พลาสติกเรซินและเส้นใย : เพิ่มขึ้น 10 เท่า
  • สินค้าอุปโภคบริโภคและชนิดพิเศษ : เพิ่มขึ้น 25 เท่า

จากตัวเลขดังกล่าว เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผ่านกระบวนการคัดแยกนั้น สร้างประโยชน์และมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้มากกว่าการนำไปเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพราะแทนที่จะสูญเสียทรัพยากรล้ำค่าไปกับการเผาไหม้ที่ให้มูลค่าเพียง 1 เท่า ซึ่งเสมือน “การนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน” ประเทศไทยได้แปรสภาพทรัพยากรที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงไม่ได้เป็นเพียงการนำก๊าซมาทำสารเคมี แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน