thansettakij
thansettakij
ยักษ์อสังหาฯ-นิคมอุตฯ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน คลังจ่อปล่อยกู้ 2 แสนล้าน

ยักษ์อสังหาฯ-นิคมอุตฯ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน คลังจ่อปล่อยกู้ 2 แสนล้าน

28 พ.ค. 69 | 21:27 น.

ภาคธุรกิจเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานคึกคัก “หลักชัยเมืองยาง” ทุ่ม 1 หมื่นล้านปั้นนิคม Zero Emission ขณะ 4 ค่ายอสังหาฯ “แสนสิริ- ศุภาลัย-SC Asset-พฤกษา” เร่งโซลาร์-อาคารเขียว ด้านคลังวางเกณฑ์ปล่อยกู้ 2 แสนล้าน หนุนลงทุนพลังงานสะอาด

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมอนุมัติวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชนเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ภาคอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและยกระดับสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว
  • กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ปรับกลยุทธ์สู่ ESG โดยนำพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป และมาตรฐานอาคารเขียวมาใช้ในโครงการเพื่อสร้างจุดขายใหม่

จากที่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ โดยแบ่งวงเงินออกเป็น2 ส่วน คือ 2 แสนล้านบาทแรกใช้เยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท ใช้สำหรับ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ของประเทศ

ในส่วนเงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลจะนำไปสนับสนุนโครงการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เช่น โซลาร์เซลล์ พลังงานทดแทน ระบบกักเก็บพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานระยะยาว เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีนายลวรณ แสงสนิท เป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการจากทั้งภาครัฐและเอกชนก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชน เวลานี้ได้มีการวางแผนและลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากพลังงานฟอสซิลทั้งน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ที่เวลานี้มีราคาทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน จนกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยบางส่วนได้มีการวางแผนและลงทุนไปแล้วก่อนหน้านี้ และมีความคืบหน้าตามลำดับ ขณะที่ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างเร่งปรับตัว

ภาคอุตฯเร่งเปลี่ยนผ่านลุยโซลาร์-แบตเตอรี่

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคเอกชนไทยมีความตื่นตัวในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เร่งเดินหน้าแนวทาง “Go Green” และ “Go Innovation” เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว รองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโลก และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

ทั้งนี้ โรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาโรงงานแล้วจำนวนมาก ขณะที่หลายแห่งยังต้องการขยายการลงทุนโซลาร์ฟาร์มภายในพื้นที่โรงงานเพิ่มเติม แต่ที่ผ่านมาเผชิญข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซับซ้อน โดยเฉพาะข้อกำหนดการติดตั้งไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ ทั้งที่โรงงานขนาดใหญ่ใช้ไฟสูงถึง 8-9 เมกะวัตต์ ทำให้ภาคเอกชนผลักดันให้เกิดระบบ Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) เพื่อเปิดทางให้โรงงานสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนในทิศทางดังกล่าวแล้ว

ยกโมเดลจีนลดผลกระทบพลังงานโลก

นายเกรียงไกร กล่าวว่า วิกฤตราคาพลังงานโลกสะท้อนชัดว่าประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ต้องนำเข้ากว่า 90% แตกต่างจากจีนที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเร่งใช้รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมในสัดส่วนสูง จนช่วยลดการใช้น้ำมันและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมองว่า รัฐบาลควรใช้วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน มาสนับสนุนการลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ระบบ CCS-CCU และคาร์บอนเครดิต ผ่านมาตรการซอฟต์โลนหรือแพ็กเกจช่วยเหลือเพิ่มเติม เพราะแม้โซลาร์จะช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการผลิตไฟช่วงกลางคืน ขณะที่ในอนาคตไทยอาจต้องพิจารณาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR เพื่อรองรับการลงทุน Data Center และอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าสูงที่กำลังเข้ามาในประเทศมากขึ้น

“หลักชัยเมืองยาง”ทุ่มหมื่นล้านดันไฟฟ้าสีเขียว

นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าลงทุนพลังงานสะอาดกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางสู่ Zero Emission รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ Data Center, EV และ AI ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวจำนวนมาก

ปัจจุบันบริษัทเริ่มลงทุนแล้วราว 20 เมกะวัตต์ เป็นโครงการโซลาร์เซลล์ทั้งแบบ Solar Rooftop และ Floating Solar ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมาย ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดสู่ 500 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี ผ่านการลงทุนโซลาร์บนพื้นดินและพลังงานลม ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตจากพลังงานลมประมาณ 120 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรจากจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซึ่งบางส่วนเป็นลูกค้าในนิคมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอยู่แล้ว โดยบริษัทวางโครงสร้างเงินทุนจากต่างประเทศ 75% และในประเทศ 25% พร้อมมองว่าพลังงานสีเขียวไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลก และดึงดูด FDI เข้าประเทศในระยะยาว

 ค่ายใหญ่อสังหาฯเร่งโซลาร์-อาคารเขียว

 ขณะภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเร่งเครื่องกลยุทธ์ ESG พลิกโฉมโครงการสู่ “Green Ecosystem” ใช้พลังงานสะอาด-เทคโนโลยีสีเขียว สร้างจุดขายใหม่ หนุนการตัดสินใจซื้อในตลาดที่แข่งขันสูง

เริ่มจาก บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.แสนสิริ ปั้นเมืองต้นแบบพลังงานสะอาดครบวงจร ที่ขยับ ESG (Environmental, Social andGovernance หรือ “สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล”) จากระดับ “โครงการใหม่” ไปสู่ “การยกระดับสินทรัพย์เดิม” อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหนึ่งตัวอย่างผ่านการพัฒนา T77 Community ที่สุขุมวิท 77 ให้กลายเป็นต้นแบบ Green Living หัวใจสำคัญอยู่ที่การจับมือพันธมิตรพลังงานอย่าง BCPG และ ION Energy เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จำกัด โดยไม่ใช่แค่ติดตั้งใหม่ แต่อัปเกรดระบบเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในบางจุดหลายเท่าตัว

เช่นเดียวกับ ค่ายศุภาลัย วาง ESG เป็นโครงสร้างองค์กร ดันพลังงานหมุนเวียน-อาคารเขียว โดยเลือกเดินเกม ESG ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง ผ่านการฝังแนวคิดความยั่งยืนตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ (Design Stage) ไปจนถึงการดำเนินงาน (Operation) ของโครงการ หนึ่งในแกนหลักคือการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์รูฟในโครงการแนวราบ และพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม ซึ่งช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของนิติบุคคล และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของลูกบ้านในระยะยาว

ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารที่สอดรับกับสภาพอากาศ (Passive Design) เช่น การวางทิศทางลม การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว อีกมิติที่ศุภาลัยให้ความสำคัญคือการผลักดันมาตรฐานอาคารเขียวในระดับสากล ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาโครงการที่มีคุณภาพในระยะยาว

 ด้าน เอสซี แอสเสท ขยับเกม ESG ไปอีกขั้น จากเดิมที่เน้นการผสาน Smart Technology และพลังงานสะอาดในระดับโครงการ สู่การตั้งมาตรฐานของตัวเอง ผ่านการพัฒนา “SC Green Mark” ซึ่งถือเป็นดีเวลลอปเปอร์ไทยรายแรกที่สร้างเกณฑ์อาคารเขียวในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การจับมือกับ Thai Green Building Institute ภายใต้มูลนิธิอาคารเขียวไทย เพื่อร่วมพัฒนาและตรวจประเมินมาตรฐานดังกล่าวให้สอดคล้องกับทั้งบริบทประเทศไทยและมาตรฐานสากลอย่าง LEED, WELL และ TREES ไม่ใช่เพียงการอ้างอิง แต่เป็นการแปลงเกณฑ์สากลให้ใช้งานได้จริงในตลาดที่อยู่อาศัย

ขณะที่ ค่ายพฤกษา เน้น ESG ผ่านการปรับกระบวนการก่อสร้างเป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีพรีแคสต์และระบบก่อสร้างสำเร็จรูป เพื่อลดของเสีย ลดเวลา และลดการปล่อยคาร์บอนในไซต์งาน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันยังต่อยอดไปสู่แนวคิด WELL-being โดยพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เช่น การออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดีลดฝุ่น PM2.5 การใช้วัสดุที่ปลอดสารระเหย (Low VOC) และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการเชื่อมโยง ESG กับธุรกิจเฮลท์แคร์ของกลุ่มพฤกษา ทำให้สามารถพัฒนา “Healthy Living Ecosystem” ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตในตลาด

สหฟาร์มผนึก WHAลุยพลังงานสะอาด

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม เปิดเผย ว่า บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนพลังงาน โดยได้ร่วมมือกับ WHA Corporation ลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ทั้ง Solar Farm, Solar Roof และ Solar Floating รวมกำลังการผลิตหลายสิบเมกะวัตต์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกภายในองค์กร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ประมาณ 2 ปีก่อน โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้างและติดตั้งระบบค่อนข้างนาน ก่อนจะเริ่มเห็นการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปีที่ผ่านมาขณะที่ในปีนี้บริษัทคาดว่าจะเห็นตัวเลขการประหยัดต้นทุนพลังงานและผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น

“โครงการที่ทำร่วมกับ WHA ยังเป็นเพียงเฟสแรก และมีแผนต่อยอดเฟส 2 และเฟส 3 เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขยายการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น”

นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำพลังงานชีวมวล (Biomass) มาใช้เป็นพลังงานทดแทนสำหรับระบบ Hot Oil Boiler ภายในโรงงาน เพื่อช่วยลดการพึ่งพาพลังงานรูปแบบเดิม และเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว

“เราอยากใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น เพราะเป็นทิศทางที่ดีต่อธุรกิจและสิ่งแวดล้อม แต่ต้องเป็น Win-Win Situation ด้วย หากต้นทุนสูงเกินไป ก็จะกระทบทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะสุดท้ายต้องดูว่าจะคืนทุนได้เมื่อไร”

AWS บรรลุเป้าพลังงานสะอาด 100% ทั่วโลก

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก กล่าวว่า AWS ประกาศความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด 100% สำหรับ AWS Region ทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งถือเป็นการทำได้ตามเป้าหมายที่เคยประกาศไว้ว่าจะต้องใช้พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบภายในปี 2568 โดยในพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ทางบริษัทได้ใช้วิธีการซื้อคาร์บอนออฟเซ็ตเข้ามาทดแทนเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยนั้น การให้บริการพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนยังคงเผชิญกับความไม่พร้อมอย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ AWS ยังจำเป็นต้องพึ่งพาการซื้อคาร์บอนออฟเซ็ตเข้ามาทดแทนในส่วนนี้ไปก่อน

ทั้งนี้ AWS ยังคงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดโดยตรงในประเทศไทยทันที หากระบบและกฎหมายมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากบริษัทเชื่อมั่นว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่โดยตรงจะเป็นจุดที่ดีที่สุดในการดำเนินธุรกิจ และยืนยันว่าจะต้องบริหารจัดการไม่ให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลให้ราคาค่าบริการแพงขึ้นแต่อย่างใด

ชี้โซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกที่เหมาะสม

ด้าน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลจะใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ มองว่าควรเลือกสนับสนุนพลังงานที่สามารถช่วยผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายได้จริงในระยะสั้น และเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ยังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและสภาพคล่อง

 ทั้งนี้ มองว่าโซลาร์เซลล์ยังเป็นพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมในระยะยาว เพราะช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้จริง แต่การผลักดันผ่านรูปแบบสินเชื่อหรือการกู้เงิน อาจไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยในเวลานี้ เนื่องจากร้านอาหารจำนวนมากยังอยู่ในภาวะรายได้ไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และไม่ต้องการเพิ่มภาระหนี้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

“หากรัฐบาลต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์เร็ว ควรออกมาตรการสนับสนุนในลักษณะ ‘ลดภาระทันที’ มากกว่าการผลักภาระการลงทุนให้ผู้ประกอบการ เช่น การอุดหนุนค่าไฟสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบร่วมลงทุน”

นอกจากนี้ ภาครัฐควรพิจารณามาตรการช่วยลดต้นทุนในภาพรวมควบคู่กัน ทั้งการปรับเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับ SMEs การดูแลราคาพลังงาน และการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารถูกกดดันจากต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน ทั้งค่าไฟ ค่าแรง และราคาสินค้าอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงต้องการมาตรการที่ช่วยประคองธุรกิจได้ทันที มากกว่าการลงทุนระยะยาวที่ต้องใช้เวลาคืนทุนหลายปี

ขอรัฐบาลทบทวนค่าไฟไม่ผลักภาระประชาชน

ขณะที่นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างต้นทุนพลังงาน” ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับสูง และมองว่าต้นทุนส่วนเกินบางส่วนถูกสะท้อนผ่านค่า Ft ที่ประชาชนต้องรับภาระ

“ก่อนจะนำเงินกู้ไปอุดหนุนด้านพลังงาน รัฐบาลควรกลับมาทบทวนโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าก่อน ว่ามีกำลังการผลิตส่วนเกินมากน้อยเพียงใด และเหตุใดประชาชนจึงยังต้องรับภาระค่าไฟในระดับสูง”

ส่วนแนวคิดการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นแนวทางที่ดีในระยะยาว แต่มองว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากยังระมัดระวังการก่อหนี้เพิ่มเติม

หากรัฐบาลต้องการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด ควรเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐก่อน แทนการผลักภาระให้ประชาชนต้องปรับตัวเพียงฝ่ายเดียว หนึ่งในข้อเสนอคือ การทยอยเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะของภาครัฐจากระบบดีเซล เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว

“คลัง” เปิดเงื่อนไขปล่อยกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์และกลไกกลั่นกรองโครงการ เพื่อเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นขอรับการสนับสนุนได้อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลต้องการเร่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

เบื้องต้น ผู้ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินดังกล่าว ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่มีโครงการเกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยคาร์บอน โดยภาครัฐจะพิจารณาโครงการที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวได้อย่างชัดเจน

สำหรับประเภทโครงการที่เข้าข่ายรับการสนับสนุน ได้แก่ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตและนวัตกรรมพลังงานสะอาด โดยรัฐบาลเตรียมใช้ทั้งรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ และกลไกสนับสนุนทางการเงิน เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาอันใกล้