thansettakij
thansettakij
กูรู-เอกชนชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทยยั่งยืน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

กูรู-เอกชนชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทยยั่งยืน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

19 พ.ค. 69 | 22:21 น.

วงเสวนาทางออกวิกฤตพลังงานยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน-ภาคเอกชนฉายภาพความเสี่ยงไทยพึ่งฟอสซิลสูง ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางเขย่าต้นทุนโลก จี้รัฐเร่งรื้อโครงสร้างพลังงาน วางแผนฉุกเฉิน ดันไฟฟ้าสะอาด-พลังงานทางเลือก รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำก่อนวิกฤตลุกลามหนักกว่าเดิม

KEY

POINTS

  • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีความเสี่ยงด้านราคาและความมั่นคง โดยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล
  • เสนอให้ผลักดันพลังงานทางเลือกที่มีเสถียรภาพเพื่อเป็นไฟฟ้าฐาน (Base Load) ได้แก่ พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และพลังงานชีวมวล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
  • เรียกร้องให้ภาครัฐจัดทำแผนแม่บทพลังงานระยะยาวที่ชัดเจน ปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กดดันเศรษฐกิจไทยทุกมิติ เวทีเสวนาโต๊ะกลม THE BIG ISSUE “ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS : ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน” จัดโดย“ฐานเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ได้ระดมตัวแทนภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมถอดบทเรียน-ชี้ทางรอดประเทศ สะท้อนภาพตรงกันว่า “พลังงาน” ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทยในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วเกินคาด

ปลดล็อกฟอสซิลเร่งเครื่องไฟฟ้าสะอาด

ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) กล่าวว่า วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังสะท้อนความเปราะบางของระบบพลังงานโลก และกลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อประเทศไทยที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ท่ามกลางความเสี่ยงด้านราคาที่ผันผวน ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดในการจัดหาพลังงานในช่วงวิกฤต

 ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)

ทั้งนี้การพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ไม่เพียงก่อให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อโลกเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโดยตรง

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เหลือต่ำกว่าครึ่งหนึ่งภายใน 20 ปีข้างหน้า พร้อมเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ การผลักดัน Electrification หรือการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานไปสู่ “ไฟฟ้า” ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ครัวเรือน และเกษตรกรรม เพื่อเปิดทางให้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ปัจจุบันมีต้นทุนแข่งขันได้กับพลังงานฟอสซิลแล้ว และหากทำงานร่วมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพการจ่ายไฟได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพจากพลังงานลม พลังงานชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่นชานอ้อย แกลบ และมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานจากขยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ไทยต้องเริ่มเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต ทั้งไฮโดรเจนสีเขียว ที่มีศักยภาพใช้ทดแทนน้ำมันในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม รวมถึงโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าและไอน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำเป็นต้องเร่งเตรียมกฎระเบียบและพัฒนาบุคลากรรองรับตั้งแต่วันนี้

ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การกำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้ชัดเจนและเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดเกิน 50% ภายใน 20 ปี การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าเป็น Smart Grid เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนและ Prosumer รวมถึงการปรับกติกาการลงทุนเพื่อเปิดการแข่งขันในตลาดพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนวิจัยเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่และพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ชู 3 พลังงานทางเลือกปูฐานไฟฟ้าสะอาดไทย

นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูง ไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานระบบพลังงานใหม่ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและหันมาใช้ทรัพยากรพลังงานภายในประเทศมากขึ้น ทั้งเพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนเศรษฐกิจในระยะยาว

ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกจากใต้ดินหลายรูปแบบ โดยเฉพาะพลังงานความร้อนใต้พิภพซึ่งมีต้นทุนอยู่ในระดับน่าสนใจและสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากโซลาร์เซลล์ที่แม้มีต้นทุนต่ำ แต่มีข้อจำกัดด้านเวลาการผลิตเพียง 4-10 ชั่วโมงต่อวัน

ภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก

สำหรับทางออกระยะยาวของระบบไฟฟ้าไทย ควรให้ความสำคัญกับ 3 พลังงานหลัก ได้แก่ พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานนิวเคลียร์ทั้งในรูปแบบโรงไฟฟ้านิวเคลีย์ขนาดเล็ก หรือ SMR และพลังงานชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้หรือขยะ เนื่องจากสามารถเป็นไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่มีเสถียรภาพ รองรับอุตสาหกรรมเฉพาะทางอย่าง Data Center ได้ดีกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องลงทุนระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติมในต้นทุนสูง

ขณะเดียวกัน ไทยควรเร่งเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเดิมในอ่าวไทย เช่น เอราวัณ สตูล ปลาทอง ฟูนาน จักรวาล และโกมิน รวมถึงศึกษาศักยภาพการขุดเจาะหินดินดานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดการนำเข้า LNG และช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าในอนาคต

นายภาณุรัช ระบุว่า การจัดทำแผน PDP ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรในประเทศเป็นอันดับแรก พร้อมเร่งพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากการใช้น้ำมันไปสู่การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ส่วนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ควรนำไปสนับสนุนการลงทุนพลังงานสะอาดในรูปแบบเงินกู้หรือเงินอุดหนุน โดยเฉพาะเทคโนโลยีต้นทุนสูงอย่างนิวเคลียร์และความร้อนใต้พิภพ รวมถึงโครงการลดคาร์บอนและพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เพื่อจูงใจภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ขณะเดียวกันต้องกำกับการใช้เงินอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในอนาคต

รถบรรทุกรับโจทย์เปลี่ยนผ่านสู่ EV

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนจุดเปราะบางสำคัญของภาคขนส่งไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลในปริมาณสูงถึง 40-50 ล้านลิตรต่อวัน โดยเฉพาะธุรกิจรถบรรทุก ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน ขณะที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐ

บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการพลังงานและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสิ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องการเห็นมากที่สุด คือ “แผนแม่บท” หรือ Master Plan ด้านพลังงานที่มีความชัดเจน ต่อเนื่อง และมองระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างเป็นระบบ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ด้านพลังงาน

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

ดร.ทองอยู่ ระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องกล้าปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดภาระประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหลื่อมล้ำของราคาน้ำมันในต่างจังหวัดที่มีราคาสูงกว่ากรุงเทพฯ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า

สำหรับทางออกระยะสั้น รัฐบาลควรบริหารจัดการพลังงานทางเลือกที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้ง LNG และ NGV แทนการเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV แบบก้าวกระโดด เพราะการเปลี่ยนผ่านต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และคำนึงถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานเดิมที่อยู่กับประเทศมากว่า 68 ปี

ขณะที่ระยะยาว ไทยจำเป็นต้องกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจนทั้งระยะต้น กลาง และปลาย พร้อมปฏิรูปกฎระเบียบและกลไกภาครัฐให้เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ดำเนินการแบบภาวะฉุกเฉินหรือทำโครงการครึ่งๆ กลางๆ จนไม่สามารถขับเคลื่อนได้จริง

ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญของรถบรรทุก EV ยังอยู่ที่ต้นทุนการใช้งานที่สูงกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปประมาณ 20% รวมถึงน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มากกว่ารถปกติราว 2 ตัน ส่งผลให้บรรทุกสินค้าได้น้อยลง กระทบรายได้ต่อเที่ยวของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ การลงทุนสถานีชาร์จสำหรับรถขนาดใหญ่ยังมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะค่ามัดจำหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง รวมถึงปัญหาการจัดการขยะแบตเตอรี่ในอนาคต

ดร.ทองอยู่ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไม่ได้ปฏิเสธ EV เพราะต้องการลดปัญหา PM 2.5 เช่นกัน แต่การเปลี่ยนผ่านต้องมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม ทั้งการสนับสนุนให้ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลง การทำให้ราคารถ EV ใกล้เคียงรถเครื่องยนต์สันดาป และการส่งเสริมพลังงานทางเลือกอื่นควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน และไม่สร้างผลกระทบ เป็นโดมิโนต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

หอการค้าฯจี้เร่งทำแผนฉุกเฉินด้านพลังงาน

นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออก กลางที่ยังยืดเยื้อ “น้ำมันแพง น้ำมันพอ และน้ำมันเถื่อน” เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออย่างจริงจัง ทั้งในมิติความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนเศรษฐกิจ และเสถียรภาพค่าครองชีพ ท่ามกลางความเสี่ยงที่อาจเกิดการหยุดชะงักของระบบขนส่งน้ำมันโลกได้ทุกเมื่อ

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลง แต่คือประเทศไทยจะบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางหรือเส้นทางขนส่งน้ำมันได้รับผลกระทบ แม้บางพื้นที่เริ่มกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและปัญหาด้านความปลอดภัย ซึ่งจะผลักดันต้นทุนค่าประกันเรือ ค่าขนส่ง และราคาพลังงานให้สูงขึ้นต่อเนื่อง

ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันอย่างน้อย 12 แห่งที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG เสียหายราว 20% และอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน 4-5 ปี ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังมีความเปราะบางสูง

สุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

นายสุรงค์ ระบุว่า น้ำมันกว่า 80% ที่ส่งออกจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกส่งมายังเอเชียดังนั้นหากเกิดปัญหาที่เส้นทางดังกล่าว ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะระบบพลังงานของประเทศยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำ “แผนฉุกเฉินด้านพลังงาน” เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตในอนาคต รวมถึงเพิ่มศักยภาพคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หลังหลายประเทศทั่วโลกเริ่มดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้จนปริมาณลดลง

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรบริหารพลังงานโดยคำนึงถึงทั้งความเพียงพอ และความสามารถในการเข้าถึงผ่านกลไก Targeted Subsidy หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ภาคโลจิสติกส์ และธุรกิจใน Supply Chain สำคัญ เพื่อประคองต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพในช่วงวิกฤต

นอกจากนี้ ไทยจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน เปิดเสรีการค้าน้ำมันให้สอดคล้องกับกลไกตลาดโลก และเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาน้ำมันเถื่อนทั้งการหลีกเลี่ยงภาษีและการไหลเข้า-ออกตามส่วนต่างราคา เพื่อสร้างเสถียรภาพพลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จี้รีเซ็ตนโยบายปาล์มพยุงฐานไบโอดีเซล

นายศาณินทร์  ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย กล่าวว่าประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการบริหารนโยบายปาล์มน้ำมันและพลังงานทดแทน หลังปัญหาการบริหาร สต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ขาดประสิทธิภาพในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาภายในประเทศผันผวนรุนแรง จนสร้างภาระต่อต้นทุนพลังงานและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ไทยมีศักยภาพผลิตปาล์มน้ำมันเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยปีที่ผ่านมา มีผลผลิตเกือบ 4 ล้านตัน ใช้เพื่อบริโภคประมาณ 1 ล้านกว่าตัน และใช้ผลิตไบโอดีเซลประมาณ 900,000 ตัน ส่วนที่เหลือส่งออก อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญอยู่ที่ลักษณะผลผลิตตามฤดูกาล ทำให้เกิดทั้งช่วงล้นตลาดและขาดแคลน หากบริหารสต็อกไม่เหมาะสม ราคาปาล์มในประเทศจะพุ่งสูงกว่าตลาดโลกอย่างมาก

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายกำแพงภาษีนำเข้า CPO สูงถึง 143% เพื่อดูแลเกษตรกร แต่เปิดให้ส่งออกเสรี ส่งผลให้บางช่วงราคาCPO ในไทยพุ่งสูงกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ตลาดโลกอยู่เพียง 30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสะท้อนปัญหาการบริหารสต็อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ศาณินทร์  ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย

นายศาณินทร์ เสนอให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การบริหารสต็อกเชิงรุก ควบคุมปริมาณ CPO ให้เหมาะสมตลอดปี เพื่อให้ราคาในประเทศสอดคล้องตลาดโลก การสร้างโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมให้เกษตรกรและทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อยู่ได้ และการรักษาฐานการใช้ไบโอดีเซลให้มีเสถียรภาพ ไม่เปลี่ยนแปลงตามนโยบายรายวัน เพื่อคงความพร้อมของภาคการผลิต

ปัจจุบันไทยใช้กำลังการผลิตไบโอดีเซลเพียง 20% หรือราว 3 ล้านลิตรต่อวัน จากกำลังการผลิตรวม 11.2 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากหลายโรงงานชะลอการดำเนินงานจนขาดความพร้อมด้านบุคลากร ขณะเดียวกันยังเผชิญปัญหาการนำเข้า “เมทานอล” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการผลิตไบโอดีเซลราว 10% ในกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันจากมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เร่งขยายการใช้ไบโอดีเซลเป็น B15, B40 และ B50 ซึ่งอาจกระทบอำนาจต่อรองเมทานอลของไทยในอนาคต หากนโยบายการใช้ไบโอดีเซลในประเทศยังขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง

TDRI ชี้ซากแบตเตอรี่โจทย์ใหม่ต้องจัดการ

ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของไทยกำลังก้าวเข้าสู่โจทย์ท้าทายใหม่ เมื่อเทคโนโลยีที่ถูกมองว่าเป็นทางออกของโลกคาร์บอนต่ำ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานแสงอาทิตย์ เริ่มสร้างคำถามสำคัญถึง “ปลายทาง” ของซากแบตเตอรี่และแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ ซึ่งถูกจัดเป็นวัตถุอันตรายและอาจกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระลอกใหม่ หากขาดระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังต้องมองลึกกว่าการเปลี่ยนเทคโนโลยี เพราะไม่ใช่เพียง Green Transition แต่ต้องเป็น Just Transition และ Sustainable Transition ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเดินไปพร้อมกันและสามารถปรับตัวได้โดยไม่สร้างภาระใหม่ในอนาคต

แม้ EV จะเป็นหัวใจของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่แบตเตอรี่ซึ่งคิดเป็นต้นทุนราว 50% ของราคารถ และมีอายุใช้งานเฉลี่ย 8-10 ปี กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากแบตเตอรี่ EV ถูกจัดโดยสหประชาชาติเป็นวัตถุอันตรายระดับ 9 ที่มีความเสี่ยงต่อการประทุระหว่างขนส่งและจัดเก็บ สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้จบเพียงช่วงใช้งาน แต่ต้องครอบคลุมถึงการจัดการซากหลังหมดอายุด้วย

 ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ดร.ณัฐภรณ์ เสนอว่า ทางออกสำคัญคือแนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมองแบตเตอรี่และซากโซลาร์เซลล์เป็น “ขยะ” ไปสู่การเป็น “ทรัพยากร” ตามแนวคิด Urban Mining ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อสกัดแร่ธาตุสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งจัดทำมาตรฐานสำหรับแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์ให้ครอบคลุมทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การขนส่ง และการกักเก็บ เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งแบตเตอรี่ทั้งใหม่และมือสองถูกจัดเป็นการขนส่งวัตถุอันตรายผู้ขับรถจำเป็นต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ รวมถึงต้องมีระบบกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน

อีกโจทย์สำคัญ คือ การเปลี่ยนผ่านในภาคขนส่งขนาดใหญ่ที่ยังเผชิญข้อจำกัดจากน้ำหนักแบตเตอรี่ราว 2 ตัน ซึ่งกระทบต่อ payload และรายได้ของผู้ประกอบการ ขณะที่ยุโรปเริ่มปรับกฎหมายให้น้ำหนักบรรทุกของรถ EV เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับบริบทใหม่ สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องปรับทั้งกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และระบบกำกับดูแลควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนจริงในระยะยาว