
กู้ 4 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ ดึง 1.7 แสนล้านแจก 43 ล้านคน ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ครม.ไฟเขียว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท รับแรงกระแทกสงครามตะวันออกกลาง ชงเข้าสู่พิจารณาของสภาฯ 14 พ.ค.นี้ เล็งดึงช่วยกลุ่มเปราะบางและประชาชน โครงการไทยช่วยไทยพลัส 1.72 แสนล้านบาท ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท เน้นส่งเสริมเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด ลดการนำเข้า
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและป้องกันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง (Stagflation)
- จัดสรรงบประมาณ 1.72 แสนล้านบาทสำหรับโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไปรวมกว่า 43 ล้านคน
- แบ่งวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด
ความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้อในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบางและต้นทุนการผลิตของ SME จากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 3-4% ในปีนี้ กระทรวงการคลังออกมาประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศปีนี้อยู่ที่ราว 1.6%
ในขณะที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากงบประมาณมีอย่างจำกัด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการวิกฤต ได้นำไปสู่การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาเป็นงบประมาณส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว โดยรัฐบาลยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะยังคงรักษาดุลยภาพทางการคลัง ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับใกล้แต่ไม่เกินเพดาน 70% ของ GDP จากระดับล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ 66.38%
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและ สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ...หรือ “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน” เพื่อเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจไทยจากความผันผวนของสถานการณ์โลก และหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะลอตัว หรือStagflation ในระยะถัดไป
วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะประกอบด้วย 2 ภารกิจหลักที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ได้แก่
1. ช่วยเหลือและบรรเทา มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายเปราะบาง ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะการลดภาระต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และต้นทุนพลังงานในภาคการผลิต
2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และมุ่งสู่พลังงานสมัยใหม่ที่มั่นคงและราคาเป็นธรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายอนุทิน กล่าวอีกว่าการกู้เงินครั้งนี้ทำภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และยังคงยึดมั่นในวินัยการเงินการคลังอย่างสูงสุด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงที่จะรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาหลายระลอก โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โครงสร้างพลังงานใหม่เพื่อความยั่งยืน
วิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรงและรวดเร็ว โดยมาเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงคราม ราคาพลังงานที่พุ่งสูง ต้นทุนการผลิตที่ขยับตัวตาม จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในที่สุด หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”
“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตอย่างเช่นช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคานํ้ามันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานะงบประมาณปัจจุบัน พบว่างบประมาณปี 2569 ที่จะดำเนินการเกลี่ยงบประมาณมีเงินเหลือไม่ถึง 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นรวบรวมได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางก็เหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ส่วนงบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เร่งด่วน
ผ่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน
สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลได้แบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีกำลังเพียงพอในการรองรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพ
2.วงเงิน 200,000 ล้านบาท จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพานํ้ามันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีการนำเข้าสูงถึง 7-8% ของ GDP
ยึดวินัยการคลัง กู้ในประเทศไร้เสี่ยง
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับการกำหนดวงเงิน รัฐบาลได้ปรับลดจากก่อนหน้าที่ 500,000 ล้านบาท เหลือเพียง 400,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับหลักวินัยการคลัง โดยจากการประเมินของกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การกู้ครั้งนี้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP
นอกจากนี้ การกู้เงินทั้งหมดจะเป็นการกู้ภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยอาศัยสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารที่มีสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับตํ่าทำให้ต้นทุนการกู้เงินไม่สูงจนเกินไป
“วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นยํ้าถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก” นายเอกนิติ ระบุ
ถกใช้พ.ร.ก.เงินกู้ 14 พ.ค.นี้
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ โดยภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่าย ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีอายุถึง 30 กันยายน 2570
อัดไทยช่วยไทยพลัส 1.7 แสนล้าน
ทั้งนี้ จากการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ในส่วนของงบเพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะดึงงบมาให้สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ราว 1.72 แสนล้านบาท โดยจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ โดยกระทรวงการคลัง จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่างๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท เพื่อใช้จับจ่ายในร้านค้าสวัสดิการแห่งรัฐด้วย
ในขณะที่กลุ่มประชาชนทั่วไปจะครอบคลุมกว่า 30 ล้านคน ด้วยวงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อประคองกำลังซื้อและสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลกที่ยังคงผันผวน โดยรัฐจะจ่ายให้ในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่ายสัดส่วน 40%
นอกจากนี้ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลกำลังเตรียมจัดหาแหล่งเงินนอกงบประมาณที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตามนโยบายของรัฐบาล เบื้องต้นมีแผนจะดึงเงินฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีอยู่ราว 7-8 แสนล้านบาท มาดำเนินโครงการลงทุนด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การพัฒนาแหล่งนํ้า เพื่อป้องกันภัยแล้งและนํ้าท่วม เป็นต้น ซึ่งจะจะมีการออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอีกครั้ง และจะออกมาเป็นแมชชิ่งฟันด์ กับภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนงบประมาณลงไปเพิ่มเติม ซึ่งน่าจะช่วยให้การบริหารจัดการโครงการต่างๆ ของรัฐบาลดำเนินการได้นอกเหนือจากงบประมาณปกติที่มีอยู่อย่างจำกัด
คนละครึ่งช่วยกระตุ้นศก.โต 0.2%
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินว่า การเพิ่มสัดส่วนภาครัฐช่วยจ่ายเป็น 60% ประชาชนจ่าย 40% ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นมากกว่ามาตรการคนละครึ่งพลัสเดิมในรอบก่อน ส่วนตัวประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.2% จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 0.1% แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่ถือเป็นการขยับในทิศทางบวก
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ฐานะการคลังของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษียังตํ่ากว่าเป้าหมาย ส่งผลให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่อาจต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งมีแนวโน้มแตะระดับ 5 แสนล้านบาท และต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อพื้นที่งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาในระยะยาวซึ่งอาจไปลดทอนงบประมาณในส่วนของการพัฒนาด้านอื่น ๆ ลง
ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลเข้าไปกำกับดูแลเรื่อง “ค่าการตลาด” หรือส่วนต่างราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานในสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่ปัจจุบันพบว่า เมื่อราคาวัตถุดิบลดลง เช่นราคายางพารา ลดลง แต่ราคาผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่นยางล้อรถยนต์ กลังไม่เคยลดลงเลย เพราะมีค่าการตลาดที่ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นภาครัฐจึงควรเข้ามาดูแลความเหมาะสมของราคาสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
จี้เร่งปรับโครงสร้าง ศก.ไปพร้อมกัน
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ในระยะสั้น และช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนในช่วง 4 เดือนของโครงการ แต่ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องสร้างงานและสร้างโอกาสใหม่ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงอัดเงินเข้าระบบชั่วคราว รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณด้านการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน
งบมีจำกัดใช้เท่าที่จำเป็น
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ที่รัฐบาลจะจ่ายให้ 60% ประชาชนออก 40% เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชนนั้น ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลในด้านกระตุ้นการบริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ส่วนข้อกังวลด้านฐานะการคลัง จากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน เชื่อว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการคลังเดิม โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 66.6% จากเพดาน 70% จึงยังมีช่องว่างเหลืออีกประมาณ 4-5% ซึ่งคิดเป็นวงเงินหลายแสนล้านบาทที่ยังสามารถใช้ได้
นอกจากนี้ รัฐบาลอาจใช้งบประมาณจากการประหยัดรายจ่ายภาครัฐ เช่น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น งดการเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ รวมถึงนำงบกลางจากส่วนราชการต่าง ๆ มารวมกันเพื่อจัดสรรช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง และได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากหลายปัจจัย
อย่างไรก็ดี มองว่าเม็ดเงินของรัฐมีจำกัด ดังนั้นอาจต้องพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิตามความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
อีกทั้ง รัฐบาลต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต เพราะหากใช้เม็ดเงินจนเต็มเพดาน 70% แล้วเกิดวิกฤตซํ้าซ้อน การจะไปขออนุมัติขยายเพดานหนี้จากสภาฯ ให้เป็น 75% จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังพอมีความหวังเติบโตจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้ามูลค่าสูงที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว
ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐยังเดินหน้าได้ภายใต้อัตราภาษี 10% และอยู่ระหว่างการเจรจามาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าและการขนส่ง โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารซึ่งยังสามารถส่งออกได้ เพียงแต่ต้นทุนภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง
แนะเจาะกลุ่มรายได้ตํ่า
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ควรถูกพัฒนายกระดับมาตรการช่วยเหลือจากเดิมที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายในวงกว้าง ไปสู่การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มมากขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐในปัจจุบัน
ทั้งนี้ มองว่ามาตรการในลักษณะดังกล่าวควรให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีรายได้ตํ่าถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายได้ จากการประเมินพบว่ากลุ่มรายได้ระดับ 12,000-20,000 บาทต่อเดือน มีภาระขาดดุลเฉลี่ยราว 3,000-5,000 บาทต่อเดือน
หากภาครัฐจะพัฒนามาตรการเพิ่มเติม อาจพิจารณารูปแบบการสนับสนุนวงเงินในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และประคองกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ แม้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แต่จะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพในระยะสั้น
พร้อมกันนี้ เสนอว่า การออกแบบมาตรการควรพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาจมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ แต่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ซึ่งจะสามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องมากกว่า
นอกจากนี้ เห็นว่าภาครัฐอาจพิจารณาเชื่อมโยงมาตรการเข้ากับภาคธุรกิจและชุมชน เช่น ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในประเทศ หรือสนับสนุนสินค้าในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสามารถกระจายไปยังห่วงโซ่อุปทาน และช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กัน
อย่างไรก็ตาม มองว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นเพียงเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากปัจจัยหลักยังอยู่ที่ระดับรายได้ของประชาชนที่ไม่เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนยังคงอยู่ในกรอบของการใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพเป็นหลัก
มั่นใจกระตุ้นคนจับจ่าย
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด สะท้อนว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เร็วที่สุดในตอนนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากและสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้ประชาชน เหมือน “คลื่นลูกเล็ก” ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้างและเข้าถึงชุมชนโดยตรง เช่น การจัดรถพุ่มพวง นำสินค้าไปวิ่งขาย, การทำโปรโมชั่นสินค้าไทย กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสินค้าภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้จะสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดได้ เมื่อมีกิจกรรมหนึ่งเกิดขึ้น ก็อาจจะส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดต้องขยับตัวตาม เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น ช่วยการสร้างกลไกการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค สร้างบรรยากาศการต่อสู้ในตลาดผ่านการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีระหว่างภาครัฐและเอกชน
“โครงการนี้น่าสนใจมากในสภาวะปัจจุบัน ถือเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคที่เดิมอาจจะชะลอการใช้จ่าย กลับออกมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง อาจคล้ายกับคนละครึ่งที่มีมาตรการเติมเงินของรัฐบาลให้ประชาชน แต่เงินเหล่านี้หมุนเวียนในระบบได้จริง ทั้งยังลดภาระค่าครองชีพทางอ้อม ซึ่งทุกคนกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ถือว่าช่วยบรรเทาผลกระทบนี้ให้ชาวบ้านได้”
ขณะที่ความท้าทายหลัก ๆ ยังเป็นเรื่องวิกฤตพลังงาน ค่าใช้จ่ายเรื่องนํ้ามันและค่าไฟฟ้า ภาครัฐควรส่งเสริมเรื่อง โซล่าเซลล์ อย่างจริงจังเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือมากกว่าเงินที่ใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทยพลัส






