thansettakij
thansettakij
‘วราวุธ’ เร่งเครื่อง LCC พลิกพลังงาน-การเงิน ปั้นคาร์บอนเครดิตไทยบุกตลาดโลก

‘วราวุธ’ เร่งเครื่อง LCC พลิกพลังงาน-การเงิน ปั้นคาร์บอนเครดิตไทยบุกตลาดโลก

05 พ.ค. 69 | 06:19 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ค. 69 | 06:20 น.

“วราวุธ” ดันโครงการ LCC วางระบบนิเวศการเงินคาร์บอนครั้งแรกของไทย เชื่อมตลาดสากล โปร่งใส-ตรวจสอบได้ พร้อมปั้นคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง สร้างรายได้-ลดปล่อยก๊าซระยะยาว อัดกลไกการเงินใหม่ผ่าน ESCOs-กองทุน VERMF หนุนพลังงานสะอาด–EV ในภาครัฐ

KEY

POINTS

  • กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งผลักดันโครงการ LCC เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการเงิน มุ่งสร้างระบบนิเวศการเงินคาร์บอนและพัฒนาคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลก
  • โครงการมุ่งสร้างแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจที่โปร่งใสและเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น ธนาคารโลก และ EXIM Bank เพื่อสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
  • ใช้กลไกการเงินนวัตกรรมผ่านบริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปต่อยอดการลงทุนสีเขียว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันที่ 5 พฤษภาคม 2569  ถึงทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยภายใต้โครงการ Low Carbon Cites & Carbon Market Development (LCC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ระดับประเทศ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมายการสร้าง ระบบนิเวศการเงินคาร์บอน หลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ทราบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้ตอบรับเข้าร่วมโครงการเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ในฐานะหน่วยงานนำร่องภาครัฐ (PSOs)

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับระบบนิเวศการเงินคาร์บอน ถือเป็นครั้งแรกของไทยซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินคาร์บอน และตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยโครงการอยู่ในความร่วมมือของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธนาคารโลก ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานหมุนเวียน (RE) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (EE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) บนทรัพย์สินภาครัฐ

เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้คือ การวางแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเชื่อมการตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ โดยหลายภาคส่วนมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดูแลด้านมาตรฐาน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่ช่วยกำกับดูแลด้านการเงิน และวางระบบ Digital MRV และจัดตั้งกองทุน Verified Emission Reductions Monetization Facility (VERMF) เพื่อตรวจสอบ รับรอง และแปลงผลการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นมูลค่าในตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศได้อย่างแม่นยำ

นวัตกรรมทางการเงินดังกล่าวจะช่วยยกระดับคาร์บอนเครดิตของไทยให้เป็น เครดิตคุณภาพสูง สามารถจำหน่ายไปยังตลาดโลกได้ คาดว่าในระยะเวลา 10 ปี จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 2.33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ คาดว่าจะสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ประมาณปีละ 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการช่วยลดต้นทุนพลังงานภาครัฐและเพิ่มงานทักษะสีเขียว หรือ Green Jobs และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมความน่าเชื่อถือให้กับตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยในเวทีโลก

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รายงานว่าเมื่อ กนอ. ตอบรับเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยงานนำร่องภาครัฐจะได้รับสนับสนุนงบประมาณลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 3.5 พันล้านบาทเศษ ซึ่งความโดดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่กลไกการเงินที่เป็นนวัตกรรม ดังนั้น กนอ. จะใช้โมเดลธุรกิจผ่านบริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs) ที่กู้เงินจาก EXIM Bank มาดำเนินการให้ทั้งหมด หน่วยงานรัฐจะชำระค่าบริการจากผลประหยัดพลังงานที่ยืนยันแล้ว (Performance-based) เท่านั้น และ กนอ. จะทำหน้าที่เป็นเจ้าของสิทธิ์คาร์บอนเครดิต (Public Asset Owners) ผ่านกลไก Coordinating and Managing Entity (CME) ซึ่งบริหารงานโดยธนาคารกรุงไทยและกองทุน VERMF (Verified Emission Reductions Monetization Facility) ทำหน้าที่มัดรวมคาร์บอนเครดิตและแปลงให้เป็นมูลค่าผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งในรูปแบบสปอร์ตและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อเนื่อง 10 ปี รายได้ที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจะนำไปหมุนเวียนลงทุนต่อยอดในโครงการสีเขียวรอบใหม่