
'เอกณัฐ' กางนโยบายสุดซอย 'ไม่เกรงใจนายทุน' ผ่าตัดใหญ่โครงสร้างพลังงานไทย
"เอกณัฐ รมว.พลังงาน" โชว์นโยบายรัฐบาล"สุดซอย" ผ่าตัดใหญ่โครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ใช้อำนาจคุมราคาหน้าโรงกลั่น ไม่เกรงใจนายทุน พร้อมส่งทีมเช็กสต็อกทั่วประเทศ 92 จุด ดัดหลังพวกฉวยโอกาสวิกฤตตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- เตรียมผ่าตัดใหญ่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีหนี้แสนล้านบาท โดยจะปรับเกณฑ์การทำงานใหม่ให้โปร่งใสและมีเพดานการอุดหนุนที่ชัดเจน
- ประกาศเป้าหมายลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟน้อย โดยผู้ที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรกต่อเดือน จะจ่ายในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
- ใช้อำนาจควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นเป็นครั้งแรกเพื่อลดภาระประชาชน และส่งทีม 'ชุดสุดซอย' ตรวจคลังน้ำมันป้องกันการกักตุน
นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาถึงนโบายรัฐบาลยุทธศาสตร์และแนวทางการรับมือวิกฤตพลังงาน
โดยระบุว่าพลังงานเป็นยุทธศาสตร์และปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center และ Semiconductor เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งกลับต้องเผชิญกับ ภาวะวิกฤตน้ำมันซึ่งเป็นผลกระทบจากการปะทะกันในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน
งัดมาตรการเด็ดขาด: ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ใช้อำนาจคุมราคาหน้าโรงกลั่น
นายเอกณัฐ ยืนยันว่าได้เริ่มทำงานทันทีตั้งแต่วันแรกโดยไม่มีพิธีรีตอง และเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่กล้าใช้อำนาจตาม พระราชกำหนดปี 2516 เพื่อเข้าไปกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น
โดยชี้ให้เห็นว่ากลไกตลาดเดิมที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์นั้นมีความผิดปกติในยามวิกฤต ทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ (ค่าการกลั่น) พุ่งสูงจนโรงกลั่นมีกำไรมากเกินควร
รัฐบาลจึงกำหนดให้มี "ส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น" โดยคำนวณจากกำไรส่วนเกินจริงในช่วงเดือนมีนาคมมาเป็นส่วนลดในเดือนเมษายน เพื่อให้โรงกลั่นร่วมแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมยืนยันว่า "ไม่เคยมีความเกรงใจใคร" และยึดตามผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก แม้จะมีข่าวลือว่าจะถูกฟ้องร้องก็ตาม
ผ่าตัดใหญ่กองทุนน้ำมันแสนล้าน-เก็บ "ภาษีสรรพสามิต" เป็นไพ่ใบสุดท้าย
รมว.พลังงาน แสดงความกังวลต่ออำนาจของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถนำเม็ดเงินมหาศาลมาอุดหนุนจนสถานะติดลบกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเจตนาเดิมที่ควรมีเงินสำรองเพียง 2 หมื่นล้านบาท จึงมีแผนที่จะ "ผ่าตัด" ปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนใหม่ทั้งหมด ให้มีความโปร่งใส มีลิมิตการอุดหนุนที่ชัดเจน และมีระบบ Check and Balance
สำหรับข้อเสนอเรื่องการลดภาษีสรรพสามิต นายเอกณัฐระบุว่าขอเก็บไว้เป็น "ไพ่ใบสุดท้าย" เนื่องจากรัฐบาลยังต้องการงบประมาณเพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนแบบมุ่งเป้า แทนที่จะลดแบบหว่านแหซึ่งจะทำให้รายได้รัฐลดลงในยามที่จำเป็นต้องใช้เงินเยียวยาผู้เดือดร้อนจริงๆ
ประกาศเป้าหมายค่าไฟ 3 บาท และการเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์
ในด้านไฟฟ้า นายเอกณัฐ มีนโยบายปรับโครงสร้างราคาใหม่ โดยมุ่งเน้นความยุติธรรมผ่านระบบขั้นบันได โดยประกาศเป้าหมายว่า "ผู้ที่ใช้ไฟน้อยไม่เกิน 200 หน่วยแรกต่อเดือน ต้องได้ใช้ไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย" ซึ่งยืนยันว่าสามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อภาระค่าไฟเฉลี่ยรวม
นอกจากนี้ยังเร่งผลักดันการผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) โดยจะลดอุปสรรคทางกฎหมายและการขอใบอนุญาตให้สะดวกที่สุด พร้อมนำระบบ Net Billing มาใช้เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนเข้าระบบและนำมาลดหย่อนค่าไฟในรอบบิลได้ รวมถึงการเปิดตลาด Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าเสรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ส่งชุด "สุดซอย" ตรวจสต็อกน้ำมัน-เตือนพวกฉวยโอกาส
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นายเอกณัฐ ระบุว่าได้ส่ง ทีม "ชุดสุดซอย" ลงพื้นที่ตรวจเช็กคลังน้ำมัน 92 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันให้ตรงตามจริงและป้องกันการกักตุน พร้อมฝากคำเตือนอย่างดุดันถึงผู้ประกอบการที่คิดจะเอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤตว่า
"ถ้าพบความผิดปกติ ผมเอาจริงผมเอาตายแน่นอน... ใครจะมาหากำไรในช่วงเวลาแบบนี้ ผมก็ต้องบอกตรงไปตรงมาว่าถ้ามีเงินก็เตรียมไว้ใช้ในคุก"
สร้างความยั่งยืน: เชื้อเพลิงชีวภาพและคลังสำรองแห่งชาติ ในระยะยาว
รัฐมนตรีพลังงานมุ่งส่งเสริม เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เช่น บี20 และเอทานอล เพื่อนำรายได้กลับสู่เกษตรกรไทยและลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศที่ไทยต้องนำเข้าสูงถึง 90% พร้อมเสนอแนวคิดจัดตั้ง คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว
"การที่นายกรัฐมนตรีเลือกผมมาดำรงตำแหน่งนี้ เป็นหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลไม่เกรงใจนายทุน และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนจากคำพูดให้เป็นผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง" นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย







