thansettakij
thansettakij
เทียบไทย vs นานาชาติ 'มาตรการรัดเข็มเข็ด-หิ้วปีกเศรษฐกิจ' ฝ่าวิกฤตสงคราม

เทียบไทย vs นานาชาติ 'มาตรการรัดเข็มเข็ด-หิ้วปีกเศรษฐกิจ' ฝ่าวิกฤตสงคราม

08 เม.ย. 69 | 07:31 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 69 | 07:52 น.

เมื่อสงครามตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่งเกิน $120 หลายประเทศรัฐบาลทั่วโลก ต่างงัดไม้ตาย 'รัดเข็มขัด' ตั้งแต่ WFH ไปจนถึงแจกเงินเยียวยา ส่องมาตรการไทยและเพื่อนบ้านอาเซียน ใครทำอะไรบ้างเพื่อความอยู่รอดในยุคพลังงานขาดแคลน

KEY

POINTS

  • ไทยใช้มาตรการผสมผสานระหว่างการรัดเข็มขัดในภาครัฐ เช่น การให้ทำงานจากที่บ้าน (WFH) และประหยัดพลังงาน ควบคู่กับการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการและตรึงราคาค่าโดยสาร
  • กลุ่มประเทศอาเซียนมีแนวทางรับมือที่หลากหลาย เช่น สิงคโปร์ให้เงินอุดหนุนแบบพุ่งเป้า, ฟิลิปปินส์ประกาศให้หน่วยงานรัฐทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์, ส่วนอินโดนีเซียและเวียดนามเน้นส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ
  • ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรปมุ่งใช้มาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น การเก็บภาษีลาภลอยจากบริษัทพลังงาน ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกได้ก้าวเข้าสู่ "จุดเปลี่ยนผ่าน" ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านปะทุขึ้นจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาต้นทุนน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สถานการณ์นี้บีบให้รัฐบาลทั่วโลกต้องละทิ้งสูตรการบริหารแบบเดิม แล้วหันมาใช้มาตรการ "รัดเข็มขัด" และ "ประหยัดพลังงาน" อย่างเข้มงวดเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ประเทศไทย: ปรับโครงสร้างต้นทุนและมาตรการ

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศนโยบาย "Thailand 10 Plus" เพื่อรับมือวิกฤตน้ำมันแพงอย่างเร่งด่วน โดยเน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น

การประหยัดในภาครัฐ: กำหนดให้หน่วยงานราชการลดใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เลิกสวมสูท การจำกัดการใช้ลิฟต์ และการปิดไฟในช่วงพักเที่ยง รวมถึงการรัดเข็มขัดงบประมาณ โดยสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด

รูปแบบการทำงานใหม่: รัฐบาลได้สั่งการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ Work from Home (WFH) เพื่อลดอุปสงค์การใช้เชื้อเพลิง โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ที่ประกาศให้พนักงาน WFH นาน 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 3-5 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมขอความร่วมมือภาคเอกชนให้ใช้แนวทาง WFH หรือ Work from Anywhere (WFA) และการเดินทางแบบ Carpool

มาตรการพลังงานและขนส่ง: เตรียมจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วง 22.00 - 05.00 น. เริ่มวันที่ 20 เมษายน 2569 พร้อมทั้งผลักดันแพ็กเกจค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย และตรึงราคาค่าโดยสารสาธารณะเพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนตัว

การดูแลค่าครองชีพ: เพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 400 บาทต่อเดือน และลดเงินสมทบประกันสังคมเพื่อลดภาระให้นายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงการสนับสนุนน้ำมัน B20 ที่ราคาถูกกว่าปกติ 5 บาท

สิงคโปร์: เงินอุดหนุนแบบพุ่งเป้าและการคืนภาษี

แม้สิงคโปร์จะมีความมั่งคั่งสูง แต่ด้วยความเป็นเกาะที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบ 100% รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการทางการคลังที่แม่นยำเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย 11 โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเพื่อวิกฤตการณ์ในประเทศ (HCMC) เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์

แพ็กเกจสนับสนุน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์: รัฐบาลประกาศมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ประกอบด้วยการเพิ่มเงินสดช่วยเหลือค่าครองชีพอีก 200 บาท (รวมเป็น 400-600 ดอลลาร์ต่อคน) สำหรับประชาชน 2.4 ล้านคนในเดือนกันยายน

การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะและแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่จะได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรง 200 ดอลลาร์ในปลายเดือนเมษายน เพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

การอุดหนุนภาคธุรกิจ: เพิ่มอัตราการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 40% เป็น 50% และขยายวงเงินช่วยเหลือด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency Grant) ให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม โดยให้งบสนับสนุนสูงสุด 30,000 ดอลลาร์ต่อบริษัท เพื่อเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ

การรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทาน: รัฐบาลยืนยันว่ามีคลังสำรองก๊าซ LNG และดีเซลเพียงพอสำหรับใช้งานได้นานหลายเดือน และได้เร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่จากออสเตรเลีย สหรัฐฯ และโมซัมบิก เพื่อทดแทนการนำเข้าจากกาตาร์

การเลื่อนใช้สวัสดิการ: มีการเลื่อนการแจกคูปอง CDC มูลค่า 500 ดอลลาร์ให้เร็วขึ้นเป็นเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันของครัวเรือน 11

ฟิลิปปินส์: การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานและมาตรการขนส่ง

ฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 98% ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ และดำเนินมาตรการที่เน้นการลดการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่งอย่างเข้มข้น

การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์: รัฐบาลบังคับให้หน่วยงานราชการเปลี่ยนมาทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ (ยกเว้นหน่วยงานบริการฉุกเฉิน) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางของพนักงานและลดการใช้พลังงานในอาคาร

การสนับสนุนภาคขนส่ง: มอบเงินช่วยเหลือ 5,000 เปโซให้กับคนขับรถโดยสารสาธารณะและรถจักรยานยนต์รับจ้าง พร้อมจัดโครงการรถเมล์ฟรีสำหรับนักเรียนและคนทำงานในเมืองหลัก

การผ่อนปรนกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม: อนุญาตให้ใช้เชื้อเพลิงเกรดต่ำ (Euro II) เป็นการชั่วคราวในภาคการเดินเรือและโรงไฟฟ้า เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งานของคลังน้ำมันสำรองและลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า

การเร่งสะสมคลังสำรอง: รัฐบาลเริ่มการจัดซื้อน้ำมันดิบ 2 ล้านบาร์เรลเพื่อสร้างคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของรัฐ (SPR) เนื่องจากเดิมประเทศพึ่งพาเพียงคลังสำรองของบริษัทเอกชน

เวียดนามและอินโดนีเซีย: การปรับเปลี่ยนส่วนผสมเชื้อเพลิงและการทำงานทางไกล

ในส่วนของเวียดนามและอินโดนีเซีย มาตรการมุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรภายในประเทศและการปรับรูปแบบการทำงานเพื่อลดอุปสงค์

เวียดนาม: รัฐบาลพิจารณาระงับการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดเพื่อป้อนเข้าสู่โรงกลั่นภายในประเทศ และเร่งโครงการผสมเอทานอล E10 ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม เพื่อลดการใช้น้ำมันเบนซินบริสุทธิ์ลง 10%

อินโดนีเซีย: กำหนดให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้านในวันศุกร์ โดยคาดการณ์ว่าการทำงานออนไลน์เพียง 1 วันต่อสัปดาห์สามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศได้ถึง 20% 2 นอกจากนี้ยังเร่งการขยายส่วนผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มเป็น 50% (B50) และสั่งระงับการขึ้นค่าไฟฟ้าเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

บทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้ว: จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน

ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มาตรการมีความลึกไปถึงการออกกฎหมายเชิงโครงสร้าง เช่น สหภาพยุโรป ที่บังคับใช้อาคารภาครัฐต้องประหยัดพลังงานขั้นสุดท้าย 1.5% ต่อปี และเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงาน ขณะที่ ญี่ปุ่น ได้เร่งเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อลดการนำเข้าก๊าซ LNG และให้เงินอุดหนุนมหาศาลสำหรับการปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงานภายใต้โครงการ ZEH

สหภาพยุโรป: กฎระเบียบประสิทธิภาพพลังงานและการภาษีลาภลอย

ยุโรปเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากปัญหาสงครามในยูเครนก่อนหน้าและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว

  • คำสั่งประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency Directive): ในปี 2569 สมาชิก EU ถูกบังคับให้ลดการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายลง 1.5% ต่อปี และบริษัทขนาดใหญ่ต้องจัดทำระบบการจัดการพลังงาน (EnMS) ที่ได้รับการรับรอง
  • มาตรการภาษีลาภลอย (Windfall Tax): กลุ่มประเทศรวมถึงเยอรมนี อิตาลี สเปน และออสเตรีย ได้เรียกร้องให้ EU จัดเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงาน เพื่อนำเงินมาสนับสนุนครัวเรือนที่เปราะบางและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก
  • การประหยัดในภาคอาคาร: กฎหมายใหม่ (EPBD IV) กำหนดให้อาคารภาครัฐและพาณิชย์ขนาดใหญ่ต้องเริ่มการปรับปรุงเพื่อเป็นอาคารปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2573 โดยในปี 2569 จะมีการนำร่องการตรวจสอบประสิทธิภาพพลังงานแบบดิจิทัล
  • การลดอุปสงค์ในภาคเทคโนโลยี: EU เริ่มตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานการใช้พลังงานของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดยบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลการใช้ไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569

ประเทศญี่ปุ่น: การสิ้นสุดเงินอุดหนุนและการกลับมาของนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเมื่อมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2565 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งจะทำให้ค่าไฟและค่าก๊าซพุ่งสูงขึ้นทันที 10-30%

  • การรณรงค์ประหยัดพลังงานที่บ้าน: รัฐบาลเปิดตัวแคมเปญ "Housing Energy Saving 2026" โดยให้เงินอุดหนุนมหาศาลสำหรับการปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน การติดตั้งอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง และการส่งเสริมบ้านมาตรฐาน ZEH (Zero Energy House)
  • การเร่งเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์: เพื่อลดการนำเข้า LNG ญี่ปุ่นได้เร่งกระบวนการตรวจสอบและเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดย ณ มีนาคม 2569 มีเตาปฏิกรณ์เปิดใช้งานแล้ว 15 แห่ง และอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเร่งด่วน
  • การทำงานจากที่บ้านและการปรับวิถีชีวิต: รัฐบาลรณรงค์ให้บริษัทเอกชนรักษาการทำงานแบบ Work from Home และแนะนำให้ประชาชนปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม โดยทุก 1 องศาที่เพิ่มขึ้นจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 10%

สหราชอาณาจักร: แผน 5 จุดเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ อังกฤษได้ประกาศแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลางอย่างเป็นรูปธรรม :

  • การตรึงภาษีเชื้อเพลิง: ขยายเวลาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันออกไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 และจัดสรรงบประมาณ 53 ล้านปอนด์เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนที่ยังใช้ความร้อนจากน้ำมัน
  • การลงทุนในพลังงานสะอาด: เร่งการลงทุนในพลังงานลมและนิวเคลียร์ในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศที่ผันผวน
  • การกระชับความสัมพันธ์กับ EU: อังกฤษพยายามลดกำแพงทางการค้าหลัง Brexit เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานและลดต้นทุนสินค้านำเข้า

บทสรุป

วิกฤตสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ในปี 2569 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ของการบริหารจัดการที่เน้น "ความยืดหยุ่น" (Resilience) มากกว่าประสิทธิภาพเชิงราคาเพียงอย่างเดียว นโยบายการใช้จ่ายของรัฐบาลทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการอัดฉีดแบบเหมาเข่ง ไปสู่ "การใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ" (Spending better, not more) เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและสังคมให้รอดพ้นจากมรสุมพลังงานครั้งนี้ให้ได้