
พลังงานดันเศรษฐกิจฐานราก ลำไยอบแห้งตาก โต 11 เท่า แตะ 1.2 ล้าน
กระทรวงพลังงานเดินหน้าดันเศรษฐกิจฐานราก หนุนลำไยอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์จังหวัดตากรายได้โต 11 เท่า แตะ 1.2 ล้านบาท
KEY
POINTS
- กระทรวงพลังงานสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนลำไยอบแห้ง จ.ตาก โดยใช้เทคโนโลยีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าสู่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยในสถานีบริการน้ำมัน PT ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด
- โครงการดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มขึ้น 11 เท่า แตะ 1.2 ล้านบาท เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมน ควบคู่การลดใช้พลังงาน รวมถึงขยายช่องทางการขายสู่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยในปั๊ม PT สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนมหาศาล
โดยเป็นการดำเนินงานผ่านโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนลดใช้พลังงาน ซึ่งมีการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ลำไย หมู่ 7 อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ภายใต้ผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้ง Golden Nature’s โดยมีการใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนดังกล่าวถือเป็นต้นแบบวิสาหกิจชุมชนที่นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยกระทรวงพลังงานมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยการนำนวัตกรรมพลังงานเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลดต้นทุน และลดการใช้พลังงานฟอสซิล
“สินค้าที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงานจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความเข้มข้น 4 ด้าน ทั้งในเรื่องมาตรฐานสินค้า การลดใช้พลังงาน การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และการจัดการของเสีย เพื่อยืนยันถึงคุณภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
โดยกระทรวงพลังงานได้สื่อสารผ่านแคมเปญกินพี่...แล้วหมีหนาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สินค้าชุมชน โดยใช้หมีขั้วโลกเป็นสื่อกลางว่า การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะช่วยลดโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรมและสนุกสนาน เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง และร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันเพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย
สำหรับผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้ง โกลเด้นเนเจอร์ดังกล่าวได้รับการการันตีคุณภาพด้วยมาตรฐาน อย. มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และ OTOP มีความโดดเด่นทางด้านวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“การใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์แทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้มีการใช้พลังงานต่ำกว่าการใช้พลังงานในการผลิตผลไม้อบแห้งทั่วไป และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือเพียง 0.035 กิโลกรัมต่อห่อ (ขนาด 50 กรัม) ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมาก อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการของเสียเหลือทิ้ง ด้วยการนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ช่วยสร้างสมดุลทางสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังทำให้ยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายหลังจากกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ได้ประสานความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายเข้าสู่สถานีบริการน้ำมัน โดยนำลำไยอบแห้งไปวางขายในร้านกาแฟพันธุ์ไทยของปั๊ม PT ทำให้จากเดิมที่เคยมียอดขายรวมต่อปีเพียงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทในช่วงปีที่ผ่านมา ในปี 2568 กลับพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและสมาชิกในชุมชนอำเภอสามเงาอย่างยั่งยืน
“โครงการดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีด้านพลังงาน สามารถยกระดับรายได้ของชุมชนให้เติบโตขึ้นได้ถึง 11 เท่า ควบคู่ไปกับการดูแลโลกอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก และพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero 2050“







