
เปิดแผนฉุกเฉิน 40 ประเทศออกมาตรการสกัดวิกฤตพลังงานโลก
ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก IEA ปล่อยสำรองน้ำมันฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ขณะกว่า 40 ประเทศแข่งออกมาตรการอุดหนุน-ลดภาษีชะลอแรงกดดันต่อภาคครัวเรือนและธุรกิจ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ได้สร้างแรงกระเทือนครั้งใหญ่ที่สุดต่อตลาดพลังงานโลกในประวัติศาสตร์ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของการบริโภคน้ำมันทั้งโลก แทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาผลิตภัณฑ์กลั่น ทั้งดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และ LPG ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงยิ่งกว่านั้น นอกจากนี้ อุปทาน LNG โลกยังลดลงราว 20% จากสถานการณ์ดังกล่าว
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตอบสนองด้วยการให้สมาชิก 32 ประเทศลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปล่อยสำรองน้ำมันฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรลสู่ตลาด นับเป็นการปล่อยสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ IEA พร้อมกันนั้นยังเปิดตัว "2026 Energy Crisis Policy Response Tracker" ติดตามมาตรการของรัฐบาลทั่วโลกแบบเรียลไทม์
ไทยใช้หลายเครื่องมือพร้อมกัน ทั้งตรึงราคาและส่งเสริมประหยัด
เริ่มจาก ไทย ใช้มาตรการผสมผสาน ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มจนถึงเดือนพฤษภาคม ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกันชน เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมัน ควบคู่กับการรณรงค์ประหยัดพลังงานในภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมการทำงานจากบ้าน การประชุมออนไลน์ และกำหนดอุณหภูมิแอร์ไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส
ลดภาษี-ตรึงราคา คือยาแรกที่รัฐบาลหยิบใช้
มาตรการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว คือการลดภาษีน้ำมันเพื่อดูดซับแรงกระแทกจากราคาตลาดโลก อินเดีย ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซล สเปน ระงับภาษีไฮโดรคาร์บอนและลด VAT น้ำมัน
ไอร์แลนด์ ลดอากรสรรพสามิตพร้อมจัดสวัสดิการพิเศษให้กลุ่มเปราะบาง ขณะที่ อิตาลี โปแลนด์ สวีเดน และแอฟริกาใต้ ต่างใช้กลยุทธ์เดียวกัน
ในฝั่งเอเชีย เวียดนาม ลดภาษีนำเข้าน้ำมันชั่วคราวถึงสิ้นเดือนเมษายน ส่วน กัมพูชา ลด VAT น้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
สำหรับการกำหนดเพดานราคา ฮังการี เกาหลีใต้ โครเอเชีย โปแลนด์ และ เม็กซิโก เลือกจำกัดราคาปลีกโดยตรง ขณะที่ ออสเตรีย และเช็กเกีย ควบคุมผ่านการจำกัดกำไรของผู้ค้าปลีก ญี่ปุ่น ใช้เงินอุดหนุนรัฐหนุนหลังเพดานราคา ส่วน เยอรมนี ออกกฎห้ามปั๊มน้ำมันขึ้นราคาเกินวันละ 1 ครั้ง
อุดหนุนตรง มุ่งเป้ากลุ่มอาชีพและกลุ่มเปราะบาง
ฟิลิปปินส์ ออกมาตรการ ทั้งอุดหนุนเชื้อเพลิงให้คนขับรถโดยสาร แท็กซี่ ไรด์แชร์ ไปจนถึงเกษตรกรและชาวประมง รวมถึงให้บริการรถเมล์ฟรีแก่นักเรียนและคนทำงานในหลายเมือง
ฝรั่งเศส สนับสนุนชั่วคราวแก่ภาคขนส่ง การประมง และเกษตรกรรม กรีซ แจกบัตรเชื้อเพลิงสำหรับครัวเรือนและอุดหนุนปุ๋ยให้เกษตรกร ด้าน สหราชอาณาจักร เน้นช่วยเหลือค่าความร้อนสำหรับผู้บริโภคกลุ่มเปราะบาง พร้อมเร่งโครงการ Warm Homes Plan
ประเทศรายได้น้อยพึ่งพา "ปันส่วน" และ "รณรงค์"
ในกลุ่มประเทศที่มีงบประมาณจำกัด มาตรการที่พบมากที่สุดคือการปันส่วนเชื้อเพลิง ศรีลังกา ใช้ระบบโควตาน้ำมันผ่าน QR Code สำหรับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ เนปาล และมัลดีฟส์ ลดการบรรจุก๊าซหุงต้มลงครึ่งถัง เมียนมา สลับวันขับรถคู่-คี่พร้อมปันส่วนน้ำมัน ขณะที่ บังกลาเทศ ลาว และปากีสถาน ออกมาตรการหลายชั้นรวมกัน ทั้งปิดโรงเรียน ลดสัปดาห์ทำงาน และจำกัดการจ่ายน้ำมัน
วิกฤตครั้งนี้เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
น่าสังเกตว่าหลายประเทศใช้วิกฤตครั้งนี้เป็น "โอกาส" เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน กัมพูชา และลาว ลดภาษีนำเข้ารถ EV และผลิตภัณฑ์พลังงานหมุนเวียน ชิลี อุดหนุนให้แท็กซี่หันมาใช้รถไฟฟ้า อินโดนีเซีย เร่งโครงการไบโอดีเซลแห่งชาติ สเปน ลดภาษีให้ผู้ปรับปรุงบ้านและติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขณะที่ สหราชอาณาจักร เร่งอนุมัติโซลาร์แบบ Plug-in
วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการดับไฟในระยะสั้น แต่อาจเป็นจุดหักเหสำคัญที่เร่งให้โครงสร้างพลังงานโลกเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดไว้
ข้อมูลจาก IEA 2026 Energy Crisis Policy Response Tracker ณ วันที่ 2 เมษายน 2026







