thansettakij
thansettakij
เช็กลิสต์สินค้าขึ้นราคา ดีเซลนิวไฮเขย่าเศรษฐกิจ ผวาทะลุ 60 บาทต่อลิตร

เช็กลิสต์สินค้าขึ้นราคา ดีเซลนิวไฮเขย่าเศรษฐกิจ ผวาทะลุ 60 บาทต่อลิตร

02 เม.ย. 69 | 08:38 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 08:43 น.

เศรษฐกิจไทยต้นปี 2569 กำลังเผชิญแรงกระแทกครั้งใหม่จากภาวะช็อกพลังงาน หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นรวดเดียว 3.50 บาทต่อลิตร แตะ 44.24 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 2 เมษายน 2569

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร จากปัญหาราคาน้ำมันโลกและกองทุนน้ำมันติดลบหนัก ทำให้รัฐต้องลดการอุดหนุน
  • ผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าโดยสารสาธารณะ และค่าไฟฟ้าทยอยปรับตัวสูงขึ้น
  • สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ โดยเฉพาะ 6 กลุ่มหลัก เช่น เครื่องดื่มและนม น้ำมันพืช และวัสดุก่อสร้าง เตรียมปรับขึ้นราคาหลังสงกรานต์
  • มีการคาดการณ์ว่าราคาดีเซลอาจพุ่งทะลุ 60 บาทต่อลิตร หากรัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนทั้งหมด ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจและกำลังซื้ออย่างรุนแรง

เศรษฐกิจไทยต้นปี 2569 กำลังเผชิญแรงกระแทกครั้งใหม่จากภาวะช็อกพลังงาน หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นรวดเดียว 3.50 บาทต่อลิตร แตะ 44.24 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 2 เมษายน 2569 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กลายเป็นตัวเร่ง ให้ต้นทุนทั้งระบบไหลขึ้นเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง หากแต่เป็นผลพวงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันโลก ประกอบกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในประเทศ เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบสะสมกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 2 เม.ย. 2569) ทำให้รัฐต้องลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ส่งผ่านภาระสู่ราคาหน้าปั๊มโดยตรง ขณะเดียวกันโครงสร้างราคาน้ำมันไทยยังถูกวิจารณ์ว่า “ขึ้นง่าย-ลงยาก” เพราะช่วงราคาลด รัฐเลือกเก็บเงินเข้ากองทุนแทนการลดราคาทันที

โดมิโนต้นทุน : จากน้ำมันสู่ค่าครองชีพ

แรงกระแทกแรกเกิดขึ้นในภาคขนส่ง โดยสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ ประกาศขึ้นค่าขนส่ง 10% ตั้งแต่ 1 เมษายน และมีโอกาสขยับถึง 30% ตามราคาน้ำมัน ส่วนเรือด่วนเจ้าพระยา ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาทจากอัตราเดิม มีผลตั้งแต่ 7 เมษายน 2569  ขณะที่กรมการขนส่งทางบกเตรียมปรับค่าโดยสารรถบัสเพิ่ม 5 บาทต่อ 100 กิโลเมตร(กม.) และรถตู้เพิ่ม 2 บาทต่อ 100 กม. เริ่ม 20 เมษายน หลังสงกรานต์ ส่วนไปรษณีย์ไทยเตรียมขยับค่า EMS อีก 3 บาท

ต้นทุนพลังงานยังลามไปสู่ค่าไฟฟ้า งวดใหม่ในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ที่มี 3 ฉากทัศน์ ตั้งแต่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 2-18% ซึ่งหากเกิดกรณีสูงสุด จะกลายเป็น “ดับเบิลช็อก” ซ้ำเติมทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ(ล่าสุด กกพ.เคาะค่าไฟฟ้างวดใหม่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย แต่ยังไม่นิ่ง ยังต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อ)

เช็คลิสต์สินค้า-บริการ “ขึ้นแล้ว-กำลังจะขึ้น”

ภาพการปรับราคาสินค้าเริ่มชัดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และจะเร่งตัวหลังสงกรานต์ โดยมีรายการสำคัญ ได้แก่

  • ค่าขนส่งสินค้า: ปรับขึ้นแล้ว 10% (1 เม.ย.) และอาจแตะ 20-30% ภายในไตรมาส 2
  • ค่าโดยสารสาธารณะ: รถบัส +5 บาท/100 กม. รถตู้ +2 บาท/100 กม. (เริ่ม 20 เม.ย.)
  • ไปรษณีย์ EMS: เตรียมขึ้น +3 บาท (หลังสงกรานต์)
  • สินค้าอุปโภคบริโภค: เริ่มทยอยแจ้งขึ้นราคาเฉลี่ย 8-10% ช่วงปลาย เม.ย. เป็นต้นไป
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ปรับขึ้นแล้วบางส่วนตั้งแต่กลางมีนาคม

ขณะที่กรมการค้าภายในยังขอความร่วมมือผู้ผลิตตรึงราคาสินค้าจำเป็น 59 รายการถึงสิ้นเดือนเมษายน เพื่อประคองค่าครองชีพช่วงเทศกาล

6 กลุ่มสินค้าเสี่ยง “ขึ้นรอบใหญ่” หลังสงกรานต์

ขณะที่สัญญาณจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น สหพัฒน์ เนสท์เล่ และยูนิลีเวอร์ สะท้อนตรงกันว่า “แบกรับต้นทุนไม่ไหว” โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งขึ้น 20-25% และเม็ดพลาสติกที่เพิ่ม 50-70% ส่งผลให้ 6 กลุ่มสินค้าหลักเสี่ยงปรับขึ้น ได้แก่

  1. เครื่องดื่มและนม
  2. น้ำมันพืช
  3. วัสดุก่อสร้าง
  4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์/สี
  6. กระดาษชำระและผงซักฟอก

นอกจากนี้ ค่าระวางเรือที่พุ่งจาก 1,200 ดอลลาร์สหรัฐเป็นกว่า 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ และปัญหาซัพพลายเชน ยังเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนฝังลึก ในราคาสินค้า

ขึ้นราคาไม่ได้อิสระ: กลไกคุมเข้มรัฐ

แม้แรงกดดันต้นทุนสูง แต่การขึ้นราคาสินค้าในไทยยังอยู่ภายใต้การกำกับ โดยเฉพาะสินค้าควบคุม 66 รายการ(ปรับเพิ่มจาก 59 รายการ เพิ่มอีก 7 รายการ เมื่อ 25 มี.ค. 2569) เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ผู้ประกอบการต้องยื่นโครงสร้างต้นทุนจริงต่อกรมการค้าภายใน เพื่อพิจารณาอนุมัติ หากพบฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควร อาจถูกปฏิเสธหรือถูกดำเนินคดีได้

การเคลื่อนไหวล่าสุดพบว่า ผู้ผลิตรายใหญ่ 5 ราย ได้แจ้งคู่ค้าล่วงหน้าเพื่อเตรียมปรับราคา สะท้อนว่าการขึ้นราคาหลังเมษายนคงหลีกเลี่ยงได้ยาก

เศรษฐกิจเสี่ยง “Stagflation” SME เปราะบางสุด

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ไทยกำลังเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อสูง-เศรษฐกิจชะลอ” หรือ Stagflation โดย GDP ปี 2569 อาจโตเพียง 1.6-1.7% ขณะที่กำลังซื้ออ่อนแรงลงชัดเจน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ SME เนื่องจากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ เสี่ยงลดการผลิต ปลดแรงงาน หรือปิดกิจการ

ฉากทัศน์ “ดีเซล 60 บาท” ไกลแค่ไหน

สำหรับคำถามสำคัญคือ ราคาดีเซลมีโอกาสพุ่งถึง 60 บาทต่อลิตรหรือไม่ นักวิเคราะห์ระบุว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง ภายใต้ 3 เงื่อนไขหลัก

  1. รัฐหยุดอุดหนุน: หากรัฐเลิกใช้กองทุนน้ำมัน ราคาจะสะท้อนต้นทุนจริงทันที
  2. กองทุนติดลบหนัก: หนี้สะสม 4.2 หมื่นล้านบาท อาจบีบให้ลดการอุดหนุนเพิ่ม
  3. ราคาน้ำมันโลกพุ่ง: หากแตะ 120-200 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความขัดแย้งรุนแรง

ปัจจุบันราคาดีเซล 44.24 บาท ยังมีการอุดหนุนราว 17.78 บาทต่อลิตร หากตัดส่วนนี้ออก ราคามีโอกาสขยับเข้าใกล้ 60 บาททันที อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าระดับ 50 บาท จะเป็นจุดวิกฤต หากทะลุจะกระทบกำลังซื้ออย่างรุนแรง และอาจฉุด GDP หดตัวถึง 0.5%

บทสรุปวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงวัฏจักรระยะสั้น แต่กำลังสะท้อน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจไทย ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูง และมีข้อจำกัดด้านกลไกราคา ในระยะสั้น รัฐต้องประคองไม่ให้ต้นทุนกระทบประชาชนรุนแรงเกินไป ขณะที่ระยะยาวจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก และลดความเปราะบางจากราคาน้ำมันโลก

ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้อง “แลก” ระหว่างเสถียรภาพราคา กับภาระการคลัง และคำถามใหญ่ยังคงอยู่ที่ประเทศไทยจะรับมือกับ “น้ำมันแพงยุคใหม่” ได้นานแค่ไหน หากดีเซลกำลังไต่ระดับเข้าใกล้ 60 บาทต่อลิตรจริงในอนาคต