thansettakij
thansettakij
ค่าการกลั่นพุ่ง 6 เท่า จาก 2 บาทแตะ 13.91 บาท ดันราคาน้ำมันพุ่ง

ค่าการกลั่นพุ่ง 6 เท่า จาก 2 บาทแตะ 13.91 บาท ดันราคาน้ำมันพุ่ง

01 เม.ย. 69 | 08:19 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 08:20 น.

ตรวจสอบค่าการกลั่นล่าสุดพุ่ง 6 เท่า จาก 2 บาทแตะ 13.91 บาทต่อลิตร ดันราคาน้ำมันพุ่ง หลังฐานเศรษฐกิจสำรวจข้อมูลจาก สนพ.

KEY

POINTS

  • ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นกว่า 6 เท่า จากเฉลี่ย 2 บาทต่อลิตรในเดือนกุมภาพันธ์ ไปอยู่ที่ 13.91 บาทต่อลิตรในวันที่ 1 เมษายน
  • การเพิ่มขึ้นของค่าการกลั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกทั้งดีเซลและเบนซินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • กระทรวงพลังงานเตรียมออกมาตรการกำหนดเพดานค่าการกลั่น เพื่อควบคุมกำไรที่สูงผิดปกติและลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

ค่าการกลั่นเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากหลังจากที่ราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคา 2 ครั้งล่าสุดภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ประเทศไทยมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลไปแล้ว 7.80 ต่อลิตร ส่วนเบนซินขึ้นมาแล้ว 7 บาท

โดยวันที่ 26 มีนาคม 2569 บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน 6 บาทต่อลิตร 

ส่วนวันที่ 31 มีนาคม 2569 ปตท. และบางจากมีการประกาศปรับขึ้นราคาอีกครั้ง โดยดีเซลขึ้น 1.80 บาทต่อลิตร และเบนซิน 1 บาทต่อลิตร

 

ทำให้เวลานี้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศทะลุไปอยู่ที่ลิตรละ 40.74 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ก็พุ่งทะยานทั้งแผง ทั้งเบนซิน 95 ลิตรละ 50.64 บาท ,ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 53.04 บาท (โออาร์) ,แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 57.54 บาท (บางจาก) ,แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 42.05 บาท และแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.68 บาท

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับค่าการกลั่นล่าสุดจากเว็บไซด์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) พบว่า ค่าการกลั่นวันที่ 1 เม.ย. 69 ขยับสูงขึ้นไปถึง 13.91 บาทต่อลิตร 

ค่าการกลั่นพุ่ง 6 เท่า จาก 2 บาทแตะ 13.91 บาท ดันราคาน้ำมันพุ่ง

ขณะที่ค่าการกลั่นเฉลี่ยทั้งเดือนมีนาคม 69 อยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร ส่วนเดือนกุมภาพันธุ์ 69 อยู่ที่ 2.09 บาทต่อลิตร

กบน.อุ้มดีเซลเพิ่มเป็น 21.89

ประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง วันที่ 1 เมษายน 2569 ระบุว่า 

กลุ่มดีเซล เพิ่มเงินชดเชย 3.13 บาท  จากอัตราเดิมชดเชยกองทุน 18.76 บาท ส่วนอัตราใหม่ ชดเชยกองทุน 21.89 บาท

กลุ่มเบนซิน คงเงินนำส่ง 0.00บาท  อัตราเดิม นำส่งเข้ากองทุน 0.43 บาท

อัตราใหม่ นำส่งเข้ากองทุน 0.43 บาท

ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปิดตลาดวันที่ 30 มีนาคม 69 ประกอบด้วย

เบนซิน 95 = 145.80 เหรียญต่อบาร์เรล (-1.20)

ดีเซล = 238.89 เหรียญต่อบาร์เรล (-13.26)

ราคาน้ำมันตลาด DUBAI = 121.10 เหรียญต่อบาเรล (-4.19)

ค่าการกลั่นสูงผิดปกติ

ต่อกรณีดังกล่าวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบค่าการกลั่น ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤต จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน (cap) ทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร โดยหากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนเป็นลำดับแรก

“เคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่น เข้าใจว่ามีต้นทุนสูง แต่ไม่ใช่การปรับไปที่ 2 ไป 7 บาท ซึ่งเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรี ก็ทราบกันดี ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป ถ้าโรงกลั่นรับรายได้มาในยามวิกฤตก็เกินไป เข้าใจว่าธุรกิจต้องทำกำไร แต่ไม่ควรเกินไป ยังเคยพูดถึงภาษีลาภลอยมาแล้ว ต้องกล้าทุบ”

โรงกลั่นแจงต้นทุนแท้จริง

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านการพาณิชย์องค์กร รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้แจงถึงโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงและผลกระทบที่กลุ่มโรงกลั่นกำลังเผชิญ โดย ระบุว่า กลุ่มโรงกลั่น ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนที่ภาครัฐตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 69 ผู้ประกอบการโรงกลั่นได้เข้าหารือและชี้แจงข้อมูลกับคณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงการคลังและ คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมด้วยเรียบร้อยแล้ว

ค่าการกลั่นพุ่ง 6 เท่า จาก 2 บาทแตะ 13.91 บาท ดันราคาน้ำมันพุ่ง

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมคือ ข้อมูลที่ปรากฏในเผยแพร่กันในสาธารณะ คือ ค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้นจากระดับ 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการนำเพียงดัชนีราคาน้ำมันดิบมาหักลบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยไม่ได้รวมค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่โรงกลั่นต้องซื้อจริงในราคาที่แพงขึ้น เพราะมีค่าพรีเมียมจากภาวะสงคราม (War Premium)

รวมถึงไม่ได้นำค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต้องใช้ในกระบวนการกลั่นมาคำนวณรวมด้วย ในความเป็นจริง ปัจจุบันต้นทุนค่าพรีเมียมปรับตัวแพงขึ้นถึงประมาณ 4-6 บาทต่อลิตร โดยยังไม่ได้ถูกคำนวณหักออกจาก GRM ที่แสดงตัวเลขว่าอยู่ในระดับสูง ดังนั้นหากนำค่า War Premium มาคำนวณด้วยแล้ว GRM ของโรงกลั่น ก็จะกลับไปใกล้เคียงกับภาวะปกติที่ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่การปรับตัวของต้นทุนน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์ที่แพงขึ้นนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันตามกลไกตลาด

อีกหนึ่งความซับซ้อนของธุรกิจโรงกลั่นที่คนมักนำมาปะปนกันคือ ระยะเวลาในการบันทึกบัญชีและการจัดหาน้ำมัน (Time Lag) นั้น ต้องทำความเข้าใจน้ำมันดิบที่โรงกลั่นตัดสินใจซื้อในเดือนนี้ด้วยราคาส่วนต่าง (Crude premium) ที่แพงขึ้นกว่า 25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะถูกนำไปกลั่นจริงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ที่แท้จริงมีส่วนต่างเพียง 5-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น หากในอีก 2 เดือนข้างหน้า สงครามยุติและราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง โรงกลั่นก็จะต้องขายผลิตภัณฑ์ในราคาตลาดที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นเผชิญกับสภาวะขาดทุนจากส่วนต่างนี้ทันที

ดังนั้น ตัวเลขผลประกอบการรายเดือนตามหลักบัญชี จึงอาจแสดงภาพว่าเดือนนี้มีกำไรอย่างมาก แต่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าตัวเลขอาจกลับมาติดลบอย่างหนัก เพื่อลดความสับสน ทางคณะทำงานของกระทรวงจึงเสนอให้โรงกลั่นปรับรูปแบบการรายงานข้อมูล โดยจับคู่ต้นทุนราคาน้ำมันดิบและราคาขายผลิตภัณฑ์ให้ตรงกันในเดือนเดียว (Pricing Month) เพื่อสะท้อนส่วนต่างให้เห็นภาพชัดเจน แม้ว่าตัวเลขนี้จะไม่ตรงกับรอบบัญชีที่มีการซื้อขายและกลั่นจริงก็ตาม