thansettakij
thansettakij
บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

25 มี.ค. 69 | 09:18 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 09:19 น.

โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ใกล้ครบทีม ท่ามกลางความคาดหวังการฟื้นเศรษฐกิจและรับมือความผันผวนโลก “บิ๊กเอกชน” ประเมินรายชื่อหลักมีศักยภาพ สร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่พลังงานและต้นทุนที่กำลังไต่ระดับ

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนแสดงความเชื่อมั่นต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยมองว่ามีบุคคลที่มีประสบการณ์และผลงานเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย
  • เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาวาระเร่งด่วน โดยเฉพาะราคาพลังงานและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันหลักต่อภาคการผลิต
  • ชี้ให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงในหลายมิติ ทั้งราคาวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในต่างประเทศ และค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ “อนุทิน 2” ซึ่งมีความคืบหน้าใกล้ครบ 36 ตำแหน่ง และคาดว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในวันที่ 27 มีนาคม ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาช่วง 7–9 เมษายนนี้

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (MAI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในภาพรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่จะมาดูแลด้านเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมา สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะบุคคลที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานเชิงประจักษ์

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากรายชื่อที่ถูกพูดถึง อาทิ กลุ่มผู้บริหารเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์อย่าง ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์  เพียงแค่ปรากฏชื่อก็สะท้อนถึงความคาดหวังด้านเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย โดยเมื่อย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยเคยถูกประเมินว่าจะหดตัวถึง 0.3% แต่สามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้ 2.4% ในช่วงปลายปี ถือเป็นผลงานที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับจุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองที่มีพรรคหลักเพียง 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีแนวโน้มคล่องตัวมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่ต้องบริหารสมดุลพรรคร่วมหลายฝ่าย ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลักมีโอกาสเกิดเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญที่มีการกระจายตัวอยู่ในพรรคหลักเดียวกัน

สำหรับรายบุคคลใน ครม.เศรษฐกิจ นายอภิชิตมองว่า หลายคนมีผลงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับในภาคเอกชน เช่น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีบทบาทในกระทรวงอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ ถือเป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุกและลงลึกในรายละเอียด สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง แม้การขยับไปดูแลกระทรวงพลังงานจะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์เดิมจะช่วยให้สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนงานได้

ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอภิชิตเห็นว่า เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์หลากหลาย ทั้งในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกทั้งมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศที่โดดเด่น โดยเฉพาะการสื่อสารนโยบายและการนำเสนอในเวทีโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล

ส่วนภาพรวม ครม.เศรษฐกิจอื่นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ คมนาคม แรงงาน และการท่องเที่ยว นายอภิชิตมองว่า หากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ และมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก

อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือการทำงานแบบมีระบบติดตามผลที่ชัดเจน เช่น การตั้ง Dashboard รายงานความคืบหน้าแบบเรียลไทม์ในทุกกระทรวง เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ประกาศออกมาถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยแค่ไหน และเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการสะท้อนข้อมูล จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น” นายอภิชิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการ คือ ปัญหาต้นทุนพลังงาน ที่ยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อภาคการผลิต แม้ประเทศไทยจะเคยเผชิญราคาน้ำมันดีเซลระดับสูงถึง 50 บาทต่อลิตรมาแล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการขาดแคลนน้ำมันในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ยังคงยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และฉลาก ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหาร แม้ไทยจะมีฐานการผลิตอาหารภายในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วนจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน การปิดตัวของโรงงานโอเลฟินส์บางแห่ง ส่งผลให้กำลังการผลิตหายไปประมาณ 15% จำเป็นต้องหาแหล่งทดแทนอย่างเร่งด่วน

อีกประเด็นสำคัญคือค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสร้างภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในเส้นทางที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโดยตรง

นายอภิชิตย้ำว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องสร้าง “เอกภาพและเสถียรภาพ” ในการบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน