
'ดีเซล' จ่อทะลุ 33 บาท พลาสติกพุ่งแรง 40% สัญญาณ 'ของแพงทั้งแผ่นดิน'
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2569 ครบ 22 วัน
KEY
POINTS
- วิกฤตพลังงานโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศจ่อปรับขึ้นสู่เพดาน 33 บาทต่อลิตร แม้รัฐบาลจะใช้กองทุนน้ำมันฯ ช่วยพยุงราคาไว้
- ปัญหาการขนส่งวัตถุดิบปิโตรเคมีกระทบภาคอุตสาหกรรมอย่างหนัก ดันราคาเม็ดพลาสติกในประเทศพุ่งสูงขึ้นถึง 30-40% ในเวลาอันสั้น
- ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การเกษตร และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นทั่วประเทศ
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2569 ครบ 22 วัน วิกฤตดังกล่าวได้ลุกลามจากความขัดแย้งทางทหารสู่ “วิกฤตพลังงานโลก” อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของการขนส่งน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และขึ้นไปแตะระดับสูงสุด 126 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนมีนาคม
แรงกระแทกจากราคาพลังงานได้ส่งผ่านมายังประเทศไทยทันทีในรูปแบบ “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่เริ่มขยับขึ้นตามกลไกตลาดโลกแบบค่อยเป็นค่อยไปตามนโยบายรัฐ โดยในช่วงต้นมีนาคม ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทยอยปรับขึ้นสะสมราว 2-3 บาทต่อลิตร
ขณะที่ดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งถูกตรึงไว้ใกล้ระดับ 30 บาท(29.94 บาท/ลิตร) ก่อนขยับขึ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม อีก 70 สตางค์ต่อลิตร(กองทุนน้ำมันชดเชยสูงถึง 24.25 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ประมาณ 31.14 บาทต่อลิตร(หากรัฐบาลไม่ตรึงราคา และไม่ใช้กองทุนน้ำมันฯชดเชยผู้ค้า ราคาน้ำมันดีเซลจะสูงถึงลิตรละ 54.19 บาทต่อลิตร) ภายใต้เพดาน 33 บาท/ลิตรของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาดีเซลดังกล่าวต้องแลกมาด้วยภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ณ กลางเดือนมีนาคม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวในระดับสูง โดยรัฐเตรียมใช้กลไกกู้เงินภายใต้กรอบไม่เกิน 40,000 ล้านบาท เพื่อพยุงเสถียรภาพราคาในประเทศ
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดปรากฏในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรม เมื่อวัตถุดิบอย่างแนฟทาและโพรเพนขาดแคลนจากปัญหาการขนส่ง ส่งผลให้โรงงานโอเลฟินส์บางแห่งต้องหยุดเดินเครื่อง ขณะที่ราคาเม็ดพลาสติกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที 30-40% ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์
สินค้าอุปโภคบริโภค ในส่วนของภาคเอกชน ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาทิ "มาม่า" เผชิญสัญญาณขาดแคลนฟิล์มพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ ขณะที่ TOA มีสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน
ในภาคการส่งออก วิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความไม่ปลอดภัยในทะเลแดง ส่งผลให้ค่าประกันภัยเรือพุ่งขึ้น 4-6 เท่า สายเดินเรือหลักต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน และต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดยุโรปโดยตรง
ขณะเดียวกัน ภาคการเกษตรก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางที่เริ่มตึงตัว ส่งผลให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อผลผลิตในฤดูกาลถัดไป แม้ภาครัฐจะพยายามกระจายแหล่งนำเข้า แต่ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมดในระยะสั้น
ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว รัฐบาลได้ใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้า 59 รายการอย่างเข้มงวด ครอบคลุมอาหารสด สินค้าเกษตร และวัสดุก่อสร้าง โดยกำหนดบทลงโทษสูงสุดจำคุก 7 ปี สำหรับผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือกักตุนสินค้า นอกจากนี้ยังติดตามสินค้าในกลุ่มอ่อนไหว เช่น น้ำมันปาล์มบรรจุขวด ซึ่งแม้ยังไม่อนุญาตให้ปรับราคา แต่เริ่มมีสัญญาณสินค้าตึงตัวจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น
ในมิติพลังงาน รัฐบาลยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ 96-104 วัน และอยู่ระหว่างเจรจานำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน พร้อมทั้งผลักดันการใช้น้ำมันทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
รวมถึง การปรับโครงสร้างสูตรน้ำมันที่รัฐบาลได้เร่งแผนจะปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันทั้งกลุ่มเบนซิน (E10, E20, E85) และดีเซล (B7, B10, B20) โดยเฉพาะการผลักดันน้ำมัน B20 ที่มีราคาถูกกว่า B7 ประมาณ 4-5 บาทต่อลิตร เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการเกษตร เพื่อลดภาระต้นทุน
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการรัฐจะช่วย “ชะลอแรงกระแทก” แต่ไม่สามารถหยุดยั้งแรงกดดันด้านค่าครองชีพได้ โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าต้นทุนสินค้าไทยปรับเพิ่มขึ้นแล้วเฉลี่ย 3-5% จากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มีการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคบริการและร้านอาหารชะลอตัว
ในบางพื้นที่ยังเกิดภาวะ “Panic buy” แห่เติมน้ำมันจนปั๊มแห้ง เป็นภาพที่ชินตาทางสื่อและโซเชียลในทุกวัน และเริ่มมีสัญญาณการกักตุนสินค้า สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์
เมื่อประเมินภาพรวม พบว่า “ต้นทุนชีวิต” ของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติพลังงาน อาหาร และการเดินทาง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอาหารสูงกว่ากลุ่มอื่น
โจทย์สำคัญจากนี้ คือความยืดเยื้อของสงคราม หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดหรือรุนแรงขึ้นจนกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานระยะยาว ราคาน้ำมันอาจยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงเกินขีดความสามารถของรัฐ และอาจนำไปสู่การ “ปล่อยลอยตัวราคา” ในที่สุด
ในฉากทัศน์ดังกล่าว ภาคอุตสาหกรรมไทยจะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างถาวร ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่ค่าครองชีพประชาชนมีแนวโน้มพุ่งขึ้นต่อเนื่อง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐบาลจะเอาอยู่หรือไม่” แต่คือ “จะรับมือได้นานแค่ไหน” ภายใต้แรงกดดันสองด้าน ทั้งจากราคาพลังงานโลกและข้อจำกัดทางการคลัง
หากสงครามไม่ยุติในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะ “ต้นทุนสูง–กำลังซื้ออ่อน” ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่สุดในรอบหลายปี และจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถของรัฐในการประคองเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนให้อยู่รอดท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้






